นักดาราศาสตร์ นั้นคือ เซอร์ ไอแซก นิวตัน ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ เกิดเมื่อวันที่4 มกราคม ค.ศ.1643 ที่เมืองวูลสทอร์ป ลิงคอลน์ไชร์ ผลงานของเขา เช่น การค้นพบกฏการเคลือนที่ กฏความโน่มถ่วงสากล แสดงให้เห็นว่าการเคลือนที่ของวัตถุต่างๆบนโลกและบนท้องฟ้าอยู่ภายใต้กฏเดียวกัน จนสรุปได่ว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล
วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2557
หญิงเหล็กแห่งอังกฤษ
มาร์กาเรต แทตเชอร์ เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศอังกฤษ และเป็นผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยมด้วย ในช่วงนั้นสภาพเศรษฐกิจในประเทศตกตำ่ นางจึงลดเงินที่รัฐใช้จ่ายและลดอำนาจองค์กรต่างๆชาวอังกฤษพากันต่อต้านเพราะไม่เห็นด้วย แต่นางยังคงดำเนินนโยบายต่อจนเศรษฐกิจดีขึ้น ความพยายามมุมานะเพื่อประเทศชาติ ทำให้นางได้รับฉายยาว่า"หญิงเหล็กแห่งอังกฤษ"
สี่แยกTrafalgar
จัตุรัสทราฟัลการ์ หรือ สี่แยกTrafalgar
จัตุรัสทราฟัลการ์ Trafalgar Square เป็นสถานที่แห่งหนึ่งในใจกลางกรุงลอนดอน เป็นอนุสรณ์สถานของสงครามทราฟัลการ์หรือสงครามวอเตอร์ลูระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 1805 มีอนุสาวรีย์นายพลเนลสัน และล้อมรอบด้วยอาคารสำคัญ เช่น พิพิธภัณฑ์ศิลปะ โบสถ์เซนต์มาร์ตินอินเดอะฟีลด์
จัตุรัสแห่งนี้มีพื้นที่ขนาดใหญ่อยู่ใจกลางมหานครลอนดอน ทั้งที่ 4 ของจัตุรัส และยังมีถนนตัดผ่านซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงหมายเลข A4 ซึ่งถนนที่ล้อมทั้งหมดใช้ระบบการจราจรรถวิ่งทางเดี่ยว (One-way traffic system)
ใจกลางของจตุรัสนอกจากจะมีอนุสาวรีย์แนลสันตั้งอยู่ตรงกลางแล้ว ที่ฐานของอนุสาวรีย์นั้นยังมีงานประติมากรรมสิงโตสำริด 4ตัวล้อมรอบฐานของอนุสาวรีย์ ออกแบบโดย เซอร์เอ็ดวิน แลนเซียร์
หนึ่งในสี่ของ ประติมากรรมสิงโตสำริด ที่ใช้ส่วนผสมของโลหะจากปืนใหญ่ของฝรั่งเศส สิงโตทั้งสี่ตัวนี้เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยว ต่างพากันถ่ายรูปคู่กับสิงโต เพื่อเป็นที่ระลึก ว่าได้มาถึงลอนดอน
รูปสลักของสมเด็จพระเจ้าจอร์ซที่4 ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจตุรัส สร้างขึ้นในปี1840 สมัยรัชกาลของพระองค์ พระเจ้าจอร์จที่ 4 เป็นที่รู้จักในประวัติศาสตร์ในการที่ทรงเป็นแบบอย่างของการใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยตลอดพระชนม์ชีพ ในปี ค.ศ. 1797
รูปปั้นที่อยู่น้ำพุที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึง คุณงามความดีของ ลอร์ดเจสิโค และลอร์ดบีทตี้ ผู้บัญชาการทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่1
บนสนามหญ้าหน้าหอศิลป์แห่งชาติ มีอนุสาวรีย์สองรูปตั้งอยู่คืออนุสาวรีย์ของสมเด็จพระเจ้าเจมส์ที่ 2 ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของทางเข้าหอศิลป์ อีกรูปคืออนุสาวรีย์ของ จอร์จ วอชิงตัน ซึ่งเป็นของขวัญให้แก่อังกฤษมาจากมลรัฐเวอร์จิเนียซึ่งถูกทำขึ้นที่สหรัฐ อเมริกา จัตุรัสกลายมาเป็นจุดรวมตัวทางสังคม ศิลปะ วัฒนธรรม การเมืองและเศรษฐกิจสำหรับทั้งนักท่องเที่ยวและชาวลอนดอนเองอย่างรวดเร็ว
จากตรงกลางของจตุรัส สามารถมองเห็นหอนาฬิกาบิ๊กเบน สถานที่แห่งนี้เป็นที่ๆผู้คนพลุกพล่าน และยังใช้เป็นที่ทำการประท้วง ในเหตุการณ์สำคัญ ของกลุ่มชน อีกทั้งยังใช้เป็นที่ในการจัดงานและเฉลิมฉลองงานเทศกาลต่างๆที่สำคัญ และทุกๆเดือนธันวาคมรัฐบาลของประเทศนอร์เวย์จะส่งต้นคริสมาส์ตขนาดใหญ่ มาตั้งไว้ที่จตุรัสแห่งนี้เป็นประจำทุกปี เนื่องด้วยเป็นการแสดงความขอบคุณที่ประเทศอังกฤษทำให้สงครามโลกครั้งที่สอง ยุติลง
ต้นคริสมา์ส์ต จากประเทศนอร์เวย์ ที่ส่งมาเป็นของขวัญให้กับประเทศอังกฤษทุกปี ตั้งแต่ปี คศ.1947
ขอบคุณข้อมูลจากบล็อกของ
วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2557
the give
The Giver เขียนโดย Lois Lowry เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชุมชนแห่งหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า the community เป็นชุมชนที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีความทุกข์หรือปัญหาทั้งปวง ทุกอย่างเป็นไปอย่างเป็นระบบระเบียบ เมื่อมีใครทำผิด เขาจะกล่าวขอโทษ ซึ่งทุกคนก็ต้องกล่าวยอมรับการขอโทษด้วยข้อความแบบเดียวกัน และสมาชิกทุกคนที่นี่จะมีหน้าที่เป็นของตัวเองซึ่งได้รับการ assigned มาตั้งแต่ตอนอายุสิบสอง ตัวละครเอกของเรื่องชื่อว่า โจนัส โจนัสก็ไม่ต่างจากเด็กคนอื่นในชุมชน คือเมื่ออายุครบสิบสองก็ต้องเข้าพิธีรับมอบหมายหน้าที่ อาจจะต่างนิดหน่อยตรงนี้หน้าที่ซึ่งโจนัสได้รับนั้น ไม่ได้มาจากการ "มอบหมาย" แต่มาจากการ "คัดเลือก" และในชุมชนถือว่าเป็นหน้าที่ที่มีเกียรติสูงสุด คือหน้าที่ในการเป็น the Receiver นั่นเอง The Receiver เปรียบไปก็เป็นเสมือนผู้เฒ่าผู้รอบรู้ของชุมชนแห่งนี้ เพราะจะเป็นผู้รับสืบทอดความทรงจำจาก The Receiver คนเก่า ซึ่งคนเก่านี้ พอมีคนใหม่มาทำหน้าที่แทน เขาก็ต้องถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดทั้งมวลให้คนใหม่ ตัวเขาจึงเปลี่ยนชื่อเรียกไปเป็น The Giver ตอนแรกที่อ่านจะยังไม่เห็นภาพว่าชุมชนแห่งนี้มันเป็นยังไง แต่เมื่ออ่านไปเรื่อยๆ และพบว่าเดอะกิฟเวอร์ถ่ายทอดความรู้อะไรให้โจนัสบ้าง เราก็จะค่อยๆ เห็นภาพค่ะ เดอะรีซีฟเวอร์นั้น จะมีหน้าที่เก็บความทรงจำทั้งมวลที่เกี่ยวกับความเป็นไปในทุกชุมชนทั่วโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อดีตที่ผู้คนยังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง อดอยาก เพราะภาวะประชากรล้นโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่คนอื่นๆ ในชุมชนไม่รู้มาก่อน จะว่าไปโลกอดีตที่โจนัสต้องเรียนรู้ ก็คือโลกปัจจุบันที่เราอยู่กันนั่นเอง สิ่งแรกที่โจนัสได้รับถ่ายทอดคือ คำว่า snow ชุมชนของโจนัสไม่เคยมีหิมะ เพราะได้ควบคุมสภาพอากาศไว้ เพื่อเหตุผลทางการเกษตร ต่อมาก็เรียนรู้ถึงคำว่า sunshine sunburn และ color อ่านถึงตรงนี้ถึงได้ทราบว่าเมืองที่โจนัสอยู่นั่นมันไม่มีสีค่ะ หรือที่ในหนังสือใช้คำว่า colorless ส่วนสัตว์หรือ animal ก็เป็นสิ่งที่มีแค่ตำนาน แต่ไม่มีใครเคยเห็น แต่ละวันหลังเลิกเรียน โจนัสต้องไปรับถ่ายทอดความทรงจำจากเดอะกิฟเวอร์ทุกวัน เขาได้รับการถ่ายทอดทั้งในสิ่งที่ดี และไม่ดี ซึ่งให้ทั้งความสนุกและความตื่นเต้น ได้เรียนรู้ว่าชุมชนที่สมบูรณ์พร้อมได้เพียงนี้นั้น ต้องแลกกับการสูญเสียอะไรไปมากมาย หนึ่งในนั้นคือ “ความรัก” ความสนุกของหนังสือเล่มนี้อยู่ตรงการที่เขาใช้คำเรียกสิ่งของต่างๆ ในแบบของชุมชนเขา และการที่หนังสือค่อยๆ อธิบายเหตุผลว่าเพราะเหตุใด จึงต้องกำจัดสิ่งที่โจนัสมองว่าเป็นความสุขออกไป แต่ขณะเดียวกันก็ยังต้องการให้มีคนหนึ่งจดจำความรู้สึกเกี่ยวกับเหล่านั้นไว้ โจนัสจะเป็นเหมือนตัวแทนของเรา ถามในสิ่งที่คนอ่านอย่างเราสงสัย หน้าที่ของโจนัส อาจจะดูเหมือนมีเกียรติก็จริง แต่ความจริงนั้น เป็นภาระที่หนักหนามาก มากจนก่อให้เกิดความผิดพลาดมาแล้วกับตัวเดอะรีซีฟเวอร์คนก่อน

ไฮพาเทีย...หญิงผู้นำพาแสงสว่างแห่ง
ในช่วงที่เป็นสาวสะพรั่ง ไฮพาเทียออกเดินทางสู่โลกกว้าง ไปศึกษาต่อถึงกรุงเอเธนส์ และอิตาลี ซึ่งเป็นดินแดนสำคัญแห่งศิลปวิทยาในสมัยนั้น และเมื่อกลับมาอียิปต์อีกครั้ง เธอก็ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ดูแลสถาบันนีโอพลาโตนิส ซึ่งเป็นสถานศึกษาที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่ง และพัฒนาให้สถาบันแห่งนี้มีความเป็น "โรงเรียน" ที่ถูกยกระดับมากขึ้น ส่งเสริมความคิดและการพัฒนามากขึ้น จนมีผู้เรียนล้นหลาม ในขณะที่ตัว "อาจารย์ใหญ่" อย่างไฮพาเทียเองก็ขจรขจายชื่อเสียงในฐานะครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ ลูกศิษย์ทั้งหญิงชาย ที่เชื่อมั่นในตัวอาจารย์กันมาก ทำให้ไฮพาเทียเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดของคนหนุ่มสาวสิ่งที่ไฮพาเทียสอน มีทั้งวิชาคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ กลศาสตร์ ปรัชญา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวิชาที่ได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดของพลาโต และอริสโตเติล และหากจะกล่าวรวมๆแล้ว สิ่งที่ไฮพาเทีย พยายามเผยแพร่แนวคิดออกไป คือสิ่งที่เรียกว่า "วิทยาศาสตร์" ซึ่งแตกต่างอย่างสุดกู่จากโรงเรียนอื่นๆในสมัยนั้น ที่เน้นการสอนเรื่องปาฏิหาริย์ การบวงสรวงแก่ปวงเทพ หรือสิ่งลึกลับที่พิสูจน์ไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไฮพาเทียปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงนอกจากงานสอนแล้ว ไฮพาเทียยังเป็นนักประดิษฐ์ตัวยง แม้ในภายหลังเอกสารและอุปกรณ์ วิทยาศาสตร์ของเธอจะสูญหายไป แต่ก็พอจะมีเค้าเรื่องที่เล่าต่อกันมาว่า ไฮพาเทียเป็นผู้คิดประดิษฐ์ เครื่องกลั่นน้ำ เครื่องวัดระดับน้ำ และที่สำคัญคือ เครื่องวัดตำแหน่งดวงดาว อันมีความสัมพันธ์กับโลก ดวงอาทิตย์ ซึ่งนี่เป็นสัญลักษณ์สำคัญแห่งการเรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ แต่ความรู้และคำสอนเหล่านี้ ก็ทำให้เกิดปัญหาขึ้น เนื่องจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของคริสต์ศาสนา ซึ่งในอดีตยังไม่ค่อยเปิดรับวิทยาศาสตร์ ไฮพาเทียจึงเป็นเหมือนผู้ที่ยืนท้าทายคริสตจักรแม่ครูสาวถูกมองว่าเป็นพวกนอกรีต โดย เฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วง ค.ศ.412 หลังจากที่ไซริลพระผู้ใหญ่ที่มีอิทธิพลสูงผู้หนึ่งได้ก้าวขึ้นมามีอำนาจทางศาสนจักร
ทางด้านวิทยาศาสตร์ ไฮพาเทียได้รับเกียรติให้นำชื่อของเธอไปตั้งเป็นชื่อดาวเคราะห์น้อยที่ถูกค้นพบในปี ค.ศ.1884 รวมถึงทุกครั้งที่เราแหงนหน้ามองดวงจันทร์ เราก็ยังอาจจะเห็นเงาของเธออยู่บนนั้น เนื่องจากมีการตั้งชื่อหลุมอุกกาบาตหลุมหนึ่งบนดวงจันทร์ว่า ไฮพาเทีย เราจึงไม่อาจจะลืมเธอได้ตลอดกาล...แด่เธอ...แด่ความจริง...แด่ไฮพาเทีย.ทางด้านวิทยาศาสตร์ ไฮพาเทียได้รับเกียรติให้นำชื่อของเธอไปตั้งเป็นชื่อดาวเคราะห์น้อยที่ถูกค้นพบในปี ค.ศ.1884 รวมถึงทุกครั้งที่เราแหงนหน้ามองดวงจันทร์ เราก็ยังอาจจะเห็นเงาของเธออยู่บนนั้น เนื่องจากมีการตั้งชื่อหลุมอุกกาบาตหลุมหนึ่งบนดวงจันทร์ว่า ไฮพาเทีย เราจึงไม่อาจจะลืมเธอได้ตลอดกาล...แด่เธอ...แด่ความจริง...แด่ไฮพาเทีย.
วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2556
วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2556
เนลสัน แมนเดลา รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ นักสู้ผู้ต่อต้านการเหยียดผิว
เนลสัน แมนเดลา รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ นักสู้ผู้ต่อต้านการเหยียดผิว
หากจะเอ่ยถึงนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ในทศวรรษนี้ คงจะไม่มีใครปฏิเสธชื่อของ เนลสัน แมนเดลา อย่างแน่นอน เพราะหากปราศจากบุคคลผู้นี้แล้ว โลกของเราก็คงจะยังมีการเหยียดสีผิว..ใช่แล้วล่ะ เขาเป็นรัฐบุรุษของโลก ผู้อุทิศตนต่อสู้เพื่อล้มล้างลัทธิเหยียดผิว และผลักดันให้เกิดสันติภาพทั่วโลก
และจากข่าวการจากไปของ เนลสัน แมนเดลา ในช่วงที่ผ่านมานี้ ก็พลอยทำให้ประชาชนโดยเฉพาะในแอฟริกาใต้ต่างเศร้าโศกกับข่าวดังกล่าว จนทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดทั่วโลกจึงให้ความสำคัญกับบุคคลผู้นี้ และเขาได้สร้างวีรกรรมอะไรให้กับโลกเราบ้าง วันนี้จึงขอนำเสนอเรื่องราวประวัติชีวิตและการต่อสู้ของ เนลสัน แมนเดลา
โดย เนลสัน แมนเดลา เกิดวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 ในครอบครัวชาวเทมบู ซึ่งพูดภาษาโซซา ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ทางฟากตะวันออกของแหลมเคปของแอฟริกาใต้ เดิมมีชื่อว่า มาดิบา ต่อมาครูในโรงเรียนได้ตั้งชื่อภาษาอังกฤษให้เขาว่า แมนเดลา
ต่อมาพ่อของเขาซึ่งเป็นที่ปรึกษาของตระกูลผู้ปกครองชาวเทมบู ได้เสียชีวิตขณะที่เขามีอายุได้ 9 ขวบ เขาจึงได้รับการชุบเลี้ยงจากรักษาการผู้สำเร็จราชการเมืองเทมบู จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2484 เมื่อมีอายุ 23 ปี เนลสัน แมนเดลา ได้หนีจากการถูกจัดให้แต่งงานแบบคลุมถุงชน หลบไปอยู่ที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก ก่อนจะเข้าเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยวิทส์วอเทอแรนด์ ซึ่งนักศึกษาส่วนใหญ่เป็นชาวแอฟริกัน และที่นี่ทำให้เขาได้พบเจอผู้คนจากทุกเชื้อชาติ ได้รับความคิดแบบเสรีนิยม และความคิดต่อสู้เพื่อชาวแอฟริกัน ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเหยียดผิว การถูกกระทำแบบสองมาตรฐาน ซึ่งผลักดันให้เขากลายเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง
โดยในปี พ.ศ. 2486 เขาได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคสภาแห่งชาติแอฟริกัน หรือเอเอ็นซี และต่อมาได้ร่วมก่อตั้งสันนิบาตยุวชนเอเอ็นซี อีกทั้งเขาได้ร่วมกับเพื่อน โอลิเวอร์ แทมโบ ก่อตั้งสำนักงานกฎหมายในเมืองโจฮันเนสเบิร์กในปีพ.ศ. 2495 รณรงค์ต่อต้านระบอบปกครองที่เหยียดผิวของพรรคคนผิวขาว ที่กดขี่ชาวผิวดำซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ จนทำให้ในปีพ.ศ. 2499 แมนเดลาถูกแจ้งข้อหากบฏพร้อมกับนักเคลื่อนไหวอีก 155 คน แต่อัยการสั่งไม่ฟ้องเขาหลังสอบสวนอยู่นาน 4 ปี
ต่อมาได้มีการออกกฎหมาย Pass Laws ฉบับใหม่ซึ่งจำกัดเขตอยู่อาศัยและทำมาหากินของคนผิวดำ ทำให้กระแสต่อต้านการเหยียดผิวได้ขยายตัวไปทั่วแอฟริกาใต้ ขณะที่พรรคเอเอ็นซีก็ถูกประกาศให้เป็นกลุ่มเถื่อนในปีพ.ศ. 2503 ทำให้ เนลสัน แมนเดลาต้องหลบลงใต้ดิน อย่างไรก็ดี กระแสการต่อต้านลัทธิเหยียดผิวได้รุนแรงขึ้นจนถึงที่สุดเมื่อตำรวจได้สังหารหมู่ชาวผิวดำ 69 คนในเมืองชาร์ปวิลล์ในปีเดียวกัน
ต่อมาได้มีการออกกฎหมาย Pass Laws ฉบับใหม่ซึ่งจำกัดเขตอยู่อาศัยและทำมาหากินของคนผิวดำ ทำให้กระแสต่อต้านการเหยียดผิวได้ขยายตัวไปทั่วแอฟริกาใต้ ขณะที่พรรคเอเอ็นซีก็ถูกประกาศให้เป็นกลุ่มเถื่อนในปีพ.ศ. 2503 ทำให้ เนลสัน แมนเดลาต้องหลบลงใต้ดิน อย่างไรก็ดี กระแสการต่อต้านลัทธิเหยียดผิวได้รุนแรงขึ้นจนถึงที่สุดเมื่อตำรวจได้สังหารหมู่ชาวผิวดำ 69 คนในเมืองชาร์ปวิลล์ในปีเดียวกัน
"ผมเชิดชูอุดมคติเรื่องสังคมที่เป็นประชาธิปไตยและมีเสรีภาพ ที่ซึ่งคนทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมานฉันท์ และได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน นี่คือสังคมอุดมคติที่ผมปรารถนาจะไปให้ถึง เป็นอุดมคติที่ผมพร้อมจะอุทิศชีวิตให้"
และถึงแม้ว่า ณ วันนี้ เนลสัน แมนเดลา จะถึงแก่อสัญกรรมแล้ว หลังจากป่วยด้วยโรคปอดและเกิดอาการแทรกซ้อนเรื้อรังมาอย่างอย่างนาน กระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต แต่เขาก็ยังคงเป็นรัฐบุรุษของโลก และนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่ในหัวใจของคนทั่วโลกตลอดกาล
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




