หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2557


ที่สุดภูมิศาสตร์โลก

1.ทวีปที่ใหญ่ที่สุด....ทวีปเอเชีย
2.ทวีปที่เล็กที่สุด....ทวีปออสเตรเลีย
3.ทวีปที่มีพลเมืองมากที่สุด....ทวีปเอเชีย
4.ทวีปที่มีพลเมืองน้อยที่สุด....ทวีปแอนตาร์กติกา
5.ทวีปที่มีประเทศมากที่สุด....ทวีปแอฟริกา
6.ทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุด....ทะเลทรายสะฮารา


(ทะเลทรายสะฮารา)
7.มหาสมุทรที่ใหญ่ที่สุด....มหาสมุทรแปซิฟิก
8.มหาสมุทรที่เล็กที่สุด....มหาสมุทรอาร์กติก
9..มหาสมุทรที่ลึกที่สุด....มหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณที่ลึกที่สุด....
แมรีนาเทรนซ์ อยู่ในเขตประเทศ....ฟิลิปปินส์
10.ทะเลที่ใหญ่ที่สุด....ทะเลจีนใต้
11.ทะเลที่เล็กที่สุด....ทะเลบอลติก
12.ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุด....ทะเลสาบแคสเปียน(ทะเลสาบน้ำเค็ม)
13.ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุด....ทะเลสาบสุพีเรียร์
14.ทะเลสาบที่มีน้ำเค็มที่สุด....ทะเลสาบเดดซี

(ทะเลสาบเดดซี)
15.แม่น้ำที่ยาวที่สุด....แม่น้ำไนล์
16.แม่น้ำที่กว้างที่สุดและมีลุ่มน้ำใหญ่ที่สุด...แม่น้ำแอมะซอน
17.แม่น้ำที่เกิดอุทกภัยร้ายแรงที่สุด....แม่น้ำฮวงโห(แม่น้ำวิปโยค)
18.เกาะที่ใหญ่ที่สุด....เกาะกรีนแลนด์
19.หมู่เกาะที่ใหญที่สุดและมีเกาะอยู่อย่างหนาแน่นมากที่สุด....
หมู่เกาะอีสอินดีส
20.แนวหินปะการังที่ยาวที่สุด....เกรทแบเรียรีฟ ประเทศออสเตร
เลีย
21.ยอดเขาที่สูงที่สุด....ยอดเขาเอเวอร์เรสต์ เทือกเขาหิมาลัย
ประเทศเนปาล


(ยอดเขาเอเวอร์เรสต์ )
22.เทือกเขาที่มียอดเขาสูงอยู่มากที่สุด....เทือกเขาหิมาลัยมียอดเขา
สูงกว่า 400 ยอด
23.เทือกเขาที่ยาวที่สุด...เทือกเขาแอนดีส
24.ภูเขาไฟที่ดับแล้ว ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด....ภุเขาไฟฟูจิยามา ประเทศญี่ปุ่น
25.ประเทศที่มีภูเขาไฟมาที่สุด.... ประเทศอินโดนีเซีย
26.ที่ราบสูงที่สูงที่สุด....ที่ราบสูงธิเบต
27.น้ำตกที่สูงที่สุด....น้ำตกแองเจล ประเทศเวเนซุเอลา
28.คลองที่ยาวที่สุด....คลองโวลก้า-บอลติก ประเทศรัสเซีย


(น้ำตกแองเจล)  
29.คลองที่กว้างที่สุด....คลองปานามา
30.ประเทศที่มีแผ่นดินไหวบ่อยที่สุด....ประเทศญี่ปุ่น
31.ประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุด....รัสเซีย
32.ประเทศที่มีขนาดเล็กที่สุด....นครรัฐวาติกัน
33.บริเวณที่มีปลาชุกชุมมากที่สุด....แกรนด์แบงค์ ใกล้เกาะนิวฟันแลนด์
34.ประเทศที่เลี้ยงแกะมากที่สุด....ออสเตรเลีย
35.ประเทศที่มีอุตสาหกรรมต่อเรือมากที่สุด....ญี่ปุ่น
36.ประเทศที่ปลูกกาแฟมากที่สุด....บราซิล
37.ประเทศที่มีถ่านหินมากที่สุด....สหรัฐอเมริกา
38.ประเทศที่ปลูกฝ้ายมากที่สุด....สหรัฐอเมริกา
39.ประเทศที่ปลูกข้าวเจ้ามากที่สุด ....จีน
40.ประเทศที่มีชื่อเสียงในอุตสาหกรรมเหล็กมากที่สุด....เยอรมนี



(นครรัฐวาติกัน)
41.ประเทศที่ปลูกข้าวสาลีมากที่สุด....รัสเซีย
42.ประเทศที่ขุดเพชรได้มากที่สุด....แอฟริกาใต้ เมืองโยฮันเนสเบอร์ก
43.ประเทศที่มีแร่เหล็กมากที่สุด....สวีเดน
44.ประเทศที่ขุดน้ำมันดิบขึ้นมาใช้มากที่สุด....รัสเซีย
45.ประเทศที่มีวัวมากที่สุด....อินเดีย
46.เมืองที่มีพลเมืองหนาแน่นที่สุด....โตเกียว
47.ประเทศที่ผลิตอาหารได้เป็นอันดับหนึ่งของโลก....สหรัฐอเมริกา
48.เมืองที่อยู่ใต้สุดของโลก....ปันตาแอเนราส ปลายสุด ประเทศชิลี
49.เมืองที่อยู่เหนือสุดของโลก....ฮัมเมอร์เฟสต์ ประเทศนอร์เวย์
   

10 สุดยอดสิ่งประดิษฐ์ของเลโอนาร์โด ดาวินชี




   เลโอนาร์โด ดาวินชี เกิดที่เมืองวินชี ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 1995 (ค.ศ. 1452) หรือเมื่อ 554 ปีก่อน เขาเป็นทั้งจิตรกร นักดนตรี นักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ นักประดิษฐ์ นักสังเกตธรรมชาติ มีผลงานสร้างความตื่นตะลึงให้กับคนยุคแล้วยุคเล่า อันที่จริงแล้ว ดาวินชี มีผลงานสิ่งประดิษฐ์มากกว่า 100 ผลงาน และนี่คือผลงานที่โดดเด่นที่สุดรองจากผลงานทางศิลป์ 


อันดับ 10
 เทคนิคการเขียนกลับทาง (Mirror Writing)
 
  เทคนิคการเขียนตัวอักษรย้อนกลับทิศทางจากตัวหลังไปตัวหน้าของดาวินชี สร้างข้อถกเถียงให้กับนักวิชาการจนถึงวันนี้ว่า เป็นวิธีการเข้ารหัสแบบโบราณที่เขาสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นๆ ลอบอ่านและขโมยข้อมูลในบันทึกส่วนตัว หรือจริงๆแล้วเป็นเพียงเพราะดาวินชี 'ถนัดซ้าย' จึงคิดวิธีเขียนกลับหลังแบบนี้เพื่อไม่ให้น้ำหมึกเปื้อนมือกันแน่


อันดับ 9
 ชุดดำน้ำ (Scuba Gear)
 
  ผลพวงจากการที่ดาวินชีหลงใหลในท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล เป็นที่มาของการออกแบบอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือสำหรับการดำน้ำขึ้นมาหลายชนิด ในจำนวนนี้รวมถึงเรือดำน้ำและชุดประดาน้ำที่ตัวชุดทำจากหนังและเชื่อมต่อกับท่อและโลหะทรงกลม ซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือนสนอร์เกิ้ลหรือหน้ากากดำน้ำยุคปัจจุบัน นอกจากนั้นชุดดำน้ำชุดนี้ยังมีถุงเก็บปัสสาวะด้วย แสดงให้เห็นถึงความรอบคอมในการออกแบบ


อันดับ 8
 สะพานชักรอก (The Revolving Bridge)
 
  ดาวินชีออกแบบสะพานสำหรับใช้ในการเคลื่อนพลผ่านพื้นที่ในสมรภูมิทุรกันดารต่างๆ เช่น การยกพลข้ามแม่น้ำ ตัวสะพานดังกล่าวมีระบบชักรอกและสายพาน ทำให้ทหารกางออกมาใช้งานและชักรอกเก็บได้อย่างรวดเร็ว เป็นหนึ่งในเครื่องจักรทุ่นแรงอีกหลายชนิดจากการคิดค้นของดาวินชี


อันดับ 7 เครื่องร่อน (The Winged Gilder)
 
  ภายในคลังจินตนาการอันไม่มีที่สิ้นสุดของดาวินชีนั้นมี 'เครื่องกลบินได้' รวมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก รวมถึง 'เครื่องร่อน' ซึ่งตรงบริเวณปีกมีแผ่นบังคับเปิด-ปิดควบคุมทิศทางได้หรือที่ปัจจุบันเรียก ว่า 'แฟลบ' และในตัวเครื่องร่อนยังมีเกียร์ควบคุมความเร็วที่นั่งติดอยู่ด้วย


อันดับ 6 
ปืนใหญ่ 3 ลำกล้อง (The Triple-Barreled Cannon)
 
  แม้ประวัติของดาวินชีจะเกลียดสงคราม มีลักษณะเป็น 'นักคิด' มากกว่า 'นักรบ' แต่ในใจของเขาก็ยังฝันถึงการคิดค้นงานด้านวิศวกรรม หนทางเดียวที่จะทำเช่นนั้นได้ คือ การออกแบบอาวุธสงครามเพราะได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจมากที่สุด หนึ่งในผลงานการออกแบบอาวุธ ได้แก่ ปืนใหญ่ที่มีอานุภาพที่มีลำกล้องติดกันถึง 3 กระบอก เหมือนกับที่เห็นในภาพ


อันดับ 5 สกรูบิน (The Aerial Screw)
 
  ถึงแม้นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่จะลงความเห็นตรงกันว่ามันไม่มีทางที่เจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้จะบินขึ้นจากพื้นได้ แต่ 'เฮลิคอปเตอร์' ในแบบของดาวินชีก็ยังคงถูกจัดให้เป็นหนึ่งในผลงานที่โด่งดังที่สุดของเขา เครื่องกลที่ชวนให้สงสัยนี้ดูเหมือนว่าจะถูกออกแบบให้ทำงานโดยใช้คนสี่คนมาหมุนมันพร้อมกัน รวมทั้งน่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากกังหันลมซึ่งเป็นของเล่นที่นิยมกันในสมัยนั้นด้วย


อันดับ 4
 เมืองในอุดมคติ (The Ideal City)
 
  ยุคสมัยหนึ่ง ดาวินชีอาศัยอยู่ในนครมิลานท่ามกลางสภาพการแพร่ระบาดของโรคร้าย เขาจึงคิดออกแบบผังเมืองใหม่ให้มีความสะอาด เป็นระเบียบ ถูกสุขอนามัย อาทิ เขียนแบบให้เมืองในอุดมคติเมื่อหลายร้อยปีก่อนแห่งนี้มี 'ระบบระบายอากาศ' เพื่อดึงอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่ตัวเมือง และมีระบบระบายน้ำเสีย


อันดับ 3
 รถขับเคลื่อนด้วยตัวเอง (The Self-Propelled Car)
 
  แน่นอนว่ารถที่ดาวินชีพยายามสร้างไม่สามารถวิ่งเร็วหลายร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงเหมือนรถเฟอร์รารี่ แต่ถ้าคิดว่าเป็นรถที่อยู่ในสมัยนั้นก็ต้องจัดว่าไฮเทคล้ำยุคสุดๆ เพราะรถที่มีตัวถังทำจากไม้คันนี้สามารถแล่นขับเคลื่อนด้วยตัวมันเอง ด้วยแรงส่งและการทำงานอย่างสัมพันธ์กันระหว่างสปริงและเกียร์ที่ล้อ เมื่อปี 2547 นักวิทยาศาสตร์ประจำพิพิธภัณฑ์ในเมืองฟลอเรนซ์ทดลองสร้างแบบจำลองรถรุ่นนี้ตามแบบที่ดาวินชีร่างเอาไว้และพบว่าวิ่งได้จริง 


อันดับ 2
 แนวคิดเกี่ยวกับธรณีวิทยา (Geologic Time)


  นักคิดส่วนมากในสมัยของดาวินชีนั้นมีความเห็นตรงกันเป็นส่วนใหญ่ว่าซากฟอสซิลของพวกหอย ปู ปลาหมึกต่างๆที่พบบนยอดเขานั้นเป็นสิ่งที่หลงเหลือจากการเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ แต่ดาวินชีกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาตั้งข้อสงสัยไว้ (ซึ่งก็ถูกเสียด้วย) ว่าภูเขาเหล่านั้นจะต้องเคยเป็นชายฝั่งมาก่อน ก่อนที่จะค่อยๆ ยกตัวสูงขึ้นๆ ในเวลาต่อมา



อันดับ 1 วิทรูเวียนแมน (The Vitruvian Man)

 
  เชื่อว่าชาวโลกน้อยคนนักที่จะไม่เคยผ่านตากับภาพวาดของบุรุษผู้นี้ นั่นก็คือภาพ 'วิทรูเวียนแมน' ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ดาวินชีศึกษาสัดส่วนกายวิภาคมนุษย์อย่างละเอียด จนพิสูจน์ทฤษฎีบทของ 'วิทรูเวียน' ผู้เป็นสถาปนิกยุคจักรวรรดิโรมันได้สำเร็จว่า 'ร่างคนยืนกางแขนขาจะตกเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่สมบูรณ์เสมอ' และนับเป็นการเปิดประตูสู่ศาสตร์กายวิภาคครั้งสำคัญ 

วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2557

   วันนี้เป็นวันเกิดของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักฟิกสิกส์และเป็นทั้ง
นักดาราศาสตร์ นั้นคือ เซอร์ ไอแซก นิวตัน
  ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ เกิดเมื่อวันที่4 มกราคม ค.ศ.1643 ที่เมืองวูลสทอร์ป ลิงคอลน์ไชร์ ผลงานของเขา เช่น การค้นพบกฏการเคลือนที่  กฏความโน่มถ่วงสากล แสดงให้เห็นว่าการเคลือนที่ของวัตถุต่างๆบนโลกและบนท้องฟ้าอยู่ภายใต้กฏเดียวกัน จนสรุปได่ว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล


หญิงเหล็กแห่งอังกฤษ

 มาร์กาเรต แทตเชอร์ เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศอังกฤษ และเป็นผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยมด้วย ในช่วงนั้นสภาพเศรษฐกิจในประเทศตกตำ่ นางจึงลดเงินที่รัฐใช้จ่ายและลดอำนาจองค์กรต่างๆชาวอังกฤษพากันต่อต้านเพราะไม่เห็นด้วย แต่นางยังคงดำเนินนโยบายต่อจนเศรษฐกิจดีขึ้น ความพยายามมุมานะเพื่อประเทศชาติ ทำให้นางได้รับฉายยาว่า"หญิงเหล็กแห่งอังกฤษ"

สี่แยกTrafalgar

จัตุรัสทราฟัลการ์ หรือ สี่แยกTrafalgar




จัตุรัสทราฟัลการ์ Trafalgar Square เป็นสถานที่แห่งหนึ่งในใจกลางกรุงลอนดอน  เป็นอนุสรณ์สถานของสงครามทราฟัลการ์หรือสงครามวอเตอร์ลูระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 1805 มีอนุสาวรีย์นายพลเนลสัน และล้อมรอบด้วยอาคารสำคัญ เช่น พิพิธภัณฑ์ศิลปะ โบสถ์เซนต์มาร์ตินอินเดอะฟีลด์ 

จัตุรัสแห่งนี้มีพื้นที่ขนาดใหญ่อยู่ใจกลางมหานครลอนดอน ทั้งที่ 4 ของจัตุรัส และยังมีถนนตัดผ่านซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงหมายเลข A4 ซึ่งถนนที่ล้อมทั้งหมดใช้ระบบการจราจรรถวิ่งทางเดี่ยว (One-way traffic system)  

 
ใจกลางของจตุรัสนอกจากจะมีอนุสาวรีย์แนลสันตั้งอยู่ตรงกลางแล้ว ที่ฐานของอนุสาวรีย์นั้นยังมีงานประติมากรรมสิงโตสำริด 4ตัวล้อมรอบฐานของอนุสาวรีย์   ออกแบบโดย เซอร์เอ็ดวิน แลนเซียร์


 หนึ่งในสี่ของ ประติมากรรมสิงโตสำริด ที่ใช้ส่วนผสมของโลหะจากปืนใหญ่ของฝรั่งเศส สิงโตทั้งสี่ตัวนี้เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยว ต่างพากันถ่ายรูปคู่กับสิงโต เพื่อเป็นที่ระลึก ว่าได้มาถึงลอนดอน


รูปสลักของสมเด็จพระเจ้าจอร์ซที่4 ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจตุรัส  สร้างขึ้นในปี1840 สมัยรัชกาลของพระองค์ พระเจ้าจอร์จที่ 4 เป็นที่รู้จักในประวัติศาสตร์ในการที่ทรงเป็นแบบอย่างของการใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยตลอดพระชนม์ชีพ ในปี ค.ศ. 1797


 รูปปั้นที่อยู่น้ำพุที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึง คุณงามความดีของ ลอร์ดเจสิโค และลอร์ดบีทตี้  ผู้บัญชาการทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่1


  บนสนามหญ้าหน้าหอศิลป์แห่งชาติ มีอนุสาวรีย์สองรูปตั้งอยู่คืออนุสาวรีย์ของสมเด็จพระเจ้าเจมส์ที่ 2 ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของทางเข้าหอศิลป์ อีกรูปคืออนุสาวรีย์ของ จอร์จ วอชิงตัน ซึ่งเป็นของขวัญให้แก่อังกฤษมาจากมลรัฐเวอร์จิเนียซึ่งถูกทำขึ้นที่สหรัฐ อเมริกา จัตุรัสกลายมาเป็นจุดรวมตัวทางสังคม ศิลปะ วัฒนธรรม การเมืองและเศรษฐกิจสำหรับทั้งนักท่องเที่ยวและชาวลอนดอนเองอย่างรวดเร็ว 


จากตรงกลางของจตุรัส สามารถมองเห็นหอนาฬิกาบิ๊กเบน สถานที่แห่งนี้เป็นที่ๆผู้คนพลุกพล่าน และยังใช้เป็นที่ทำการประท้วง ในเหตุการณ์สำคัญ ของกลุ่มชน อีกทั้งยังใช้เป็นที่ในการจัดงานและเฉลิมฉลองงานเทศกาลต่างๆที่สำคัญ และทุกๆเดือนธันวาคมรัฐบาลของประเทศนอร์เวย์จะส่งต้นคริสมาส์ตขนาดใหญ่ มาตั้งไว้ที่จตุรัสแห่งนี้เป็นประจำทุกปี เนื่องด้วยเป็นการแสดงความขอบคุณที่ประเทศอังกฤษทำให้สงครามโลกครั้งที่สอง ยุติลง


   ต้นคริสมา์ส์ต จากประเทศนอร์เวย์ ที่ส่งมาเป็นของขวัญให้กับประเทศอังกฤษทุกปี ตั้งแต่ปี คศ.1947 

วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2557

the give

 

The Giver เขียนโดย Lois Lowry เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชุมชนแห่งหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า the community เป็นชุมชนที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีความทุกข์หรือปัญหาทั้งปวง ทุกอย่างเป็นไปอย่างเป็นระบบระเบียบ เมื่อมีใครทำผิด เขาจะกล่าวขอโทษ ซึ่งทุกคนก็ต้องกล่าวยอมรับการขอโทษด้วยข้อความแบบเดียวกัน และสมาชิกทุกคนที่นี่จะมีหน้าที่เป็นของตัวเองซึ่งได้รับการ assigned มาตั้งแต่ตอนอายุสิบสอง ตัวละครเอกของเรื่องชื่อว่า โจนัส  โจนัสก็ไม่ต่างจากเด็กคนอื่นในชุมชน คือเมื่ออายุครบสิบสองก็ต้องเข้าพิธีรับมอบหมายหน้าที่ อาจจะต่างนิดหน่อยตรงนี้หน้าที่ซึ่งโจนัสได้รับนั้น ไม่ได้มาจากการ "มอบหมาย" แต่มาจากการ "คัดเลือก" และในชุมชนถือว่าเป็นหน้าที่ที่มีเกียรติสูงสุด คือหน้าที่ในการเป็น the Receiver นั่นเอง The Receiver เปรียบไปก็เป็นเสมือนผู้เฒ่าผู้รอบรู้ของชุมชนแห่งนี้ เพราะจะเป็นผู้รับสืบทอดความทรงจำจาก The Receiver คนเก่า ซึ่งคนเก่านี้ พอมีคนใหม่มาทำหน้าที่แทน เขาก็ต้องถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดทั้งมวลให้คนใหม่ ตัวเขาจึงเปลี่ยนชื่อเรียกไปเป็น The Giver ตอนแรกที่อ่านจะยังไม่เห็นภาพว่าชุมชนแห่งนี้มันเป็นยังไง แต่เมื่ออ่านไปเรื่อยๆ และพบว่าเดอะกิฟเวอร์ถ่ายทอดความรู้อะไรให้โจนัสบ้าง เราก็จะค่อยๆ เห็นภาพค่ะ เดอะรีซีฟเวอร์นั้น จะมีหน้าที่เก็บความทรงจำทั้งมวลที่เกี่ยวกับความเป็นไปในทุกชุมชนทั่วโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อดีตที่ผู้คนยังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง อดอยาก เพราะภาวะประชากรล้นโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่คนอื่นๆ ในชุมชนไม่รู้มาก่อน จะว่าไปโลกอดีตที่โจนัสต้องเรียนรู้ ก็คือโลกปัจจุบันที่เราอยู่กันนั่นเอง สิ่งแรกที่โจนัสได้รับถ่ายทอดคือ คำว่า snow ชุมชนของโจนัสไม่เคยมีหิมะ เพราะได้ควบคุมสภาพอากาศไว้ เพื่อเหตุผลทางการเกษตร ต่อมาก็เรียนรู้ถึงคำว่า sunshine sunburn และ color อ่านถึงตรงนี้ถึงได้ทราบว่าเมืองที่โจนัสอยู่นั่นมันไม่มีสีค่ะ หรือที่ในหนังสือใช้คำว่า colorless ส่วนสัตว์หรือ animal ก็เป็นสิ่งที่มีแค่ตำนาน แต่ไม่มีใครเคยเห็น แต่ละวันหลังเลิกเรียน โจนัสต้องไปรับถ่ายทอดความทรงจำจากเดอะกิฟเวอร์ทุกวัน เขาได้รับการถ่ายทอดทั้งในสิ่งที่ดี และไม่ดี ซึ่งให้ทั้งความสนุกและความตื่นเต้น ได้เรียนรู้ว่าชุมชนที่สมบูรณ์พร้อมได้เพียงนี้นั้น ต้องแลกกับการสูญเสียอะไรไปมากมาย หนึ่งในนั้นคือ “ความรัก” ความสนุกของหนังสือเล่มนี้อยู่ตรงการที่เขาใช้คำเรียกสิ่งของต่างๆ ในแบบของชุมชนเขา และการที่หนังสือค่อยๆ อธิบายเหตุผลว่าเพราะเหตุใด จึงต้องกำจัดสิ่งที่โจนัสมองว่าเป็นความสุขออกไป แต่ขณะเดียวกันก็ยังต้องการให้มีคนหนึ่งจดจำความรู้สึกเกี่ยวกับเหล่านั้นไว้ โจนัสจะเป็นเหมือนตัวแทนของเรา ถามในสิ่งที่คนอ่านอย่างเราสงสัย หน้าที่ของโจนัส อาจจะดูเหมือนมีเกียรติก็จริง แต่ความจริงนั้น เป็นภาระที่หนักหนามาก มากจนก่อให้เกิดความผิดพลาดมาแล้วกับตัวเดอะรีซีฟเวอร์คนก่อน




 ไฮพาเทีย...หญิงผู้นำพาแสงสว่างแห่ง 

                                             Hypatia portrait.png  
      ไฮพาเทีย...หญิงผู้นำพาแสงสว่างแห่ง "ความจริง" มาสู่จิตใจของผู้คน แต่ชีวิตของเธอกลับสิ้นสุดลงอย่างมืดมิดด้วยการถูกสังหารโหดจาก "ความเชื่อ" ที่แตกต่าง...ไฮพาเทียแห่งอเล็กซานเดรียไฮพาเทียเกิดเมื่อ ค.ศ.370 ในเมืองที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดของอียิปต์ยุคนั้น เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับการบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ว่า มีความสำคัญอย่างมากในการพัฒนาวงการคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ และปรัชญา  ซึ่งเป็นเรื่องแปลกในสมัยก่อน ที่ผู้หญิงจะลุกขึ้นมาเป็นผู้มีความสามารถล้นเหลือ แต่สำหรับไฮพาเทีย นอกจากสมองอันปราดเปรื่องของเธอแล้ว เธอยังมีแต้มต่อสำคัญที่ส่งเสริมการเรียนรู้มาตั้งแต่เยาว์วัย  เนื่องจากเธอเป็นธิดาของธีออน หัวหน้าผู้ดูแลห้องสมุดแห่งอเล็กซานเดรีย สถานที่สะสมความรู้ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในความรุ่งโรจน์ของอียิปต์
ในช่วงที่เป็นสาวสะพรั่ง ไฮพาเทียออกเดินทางสู่โลกกว้าง ไปศึกษาต่อถึงกรุงเอเธนส์ และอิตาลี ซึ่งเป็นดินแดนสำคัญแห่งศิลปวิทยาในสมัยนั้น และเมื่อกลับมาอียิปต์อีกครั้ง เธอก็ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ดูแลสถาบันนีโอพลาโตนิส ซึ่งเป็นสถานศึกษาที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่ง และพัฒนาให้สถาบันแห่งนี้มีความเป็น "โรงเรียน" ที่ถูกยกระดับมากขึ้น ส่งเสริมความคิดและการพัฒนามากขึ้น จนมีผู้เรียนล้นหลาม ในขณะที่ตัว "อาจารย์ใหญ่" อย่างไฮพาเทียเองก็ขจรขจายชื่อเสียงในฐานะครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ ลูกศิษย์ทั้งหญิงชาย ที่เชื่อมั่นในตัวอาจารย์กันมาก ทำให้ไฮพาเทียเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดของคนหนุ่มสาวสิ่งที่ไฮพาเทียสอน มีทั้งวิชาคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ กลศาสตร์ ปรัชญา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวิชาที่ได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดของพลาโต และอริสโตเติล และหากจะกล่าวรวมๆแล้ว  สิ่งที่ไฮพาเทีย พยายามเผยแพร่แนวคิดออกไป คือสิ่งที่เรียกว่า "วิทยาศาสตร์" ซึ่งแตกต่างอย่างสุดกู่จากโรงเรียนอื่นๆในสมัยนั้น ที่เน้นการสอนเรื่องปาฏิหาริย์ การบวงสรวงแก่ปวงเทพ หรือสิ่งลึกลับที่พิสูจน์ไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไฮพาเทียปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงนอกจากงานสอนแล้ว ไฮพาเทียยังเป็นนักประดิษฐ์ตัวยง แม้ในภายหลังเอกสารและอุปกรณ์ วิทยาศาสตร์ของเธอจะสูญหายไป แต่ก็พอจะมีเค้าเรื่องที่เล่าต่อกันมาว่า ไฮพาเทียเป็นผู้คิดประดิษฐ์ เครื่องกลั่นน้ำ เครื่องวัดระดับน้ำ และที่สำคัญคือ เครื่องวัดตำแหน่งดวงดาว อันมีความสัมพันธ์กับโลก  ดวงอาทิตย์  ซึ่งนี่เป็นสัญลักษณ์สำคัญแห่งการเรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ แต่ความรู้และคำสอนเหล่านี้ ก็ทำให้เกิดปัญหาขึ้น เนื่องจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของคริสต์ศาสนา ซึ่งในอดีตยังไม่ค่อยเปิดรับวิทยาศาสตร์ ไฮพาเทียจึงเป็นเหมือนผู้ที่ยืนท้าทายคริสตจักรแม่ครูสาวถูกมองว่าเป็นพวกนอกรีต โดย เฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วง ค.ศ.412 หลังจากที่ไซริลพระผู้ใหญ่ที่มีอิทธิพลสูงผู้หนึ่งได้ก้าวขึ้นมามีอำนาจทางศาสนจักร


ทางด้านวิทยาศาสตร์ ไฮพาเทียได้รับเกียรติให้นำชื่อของเธอไปตั้งเป็นชื่อดาวเคราะห์น้อยที่ถูกค้นพบในปี ค.ศ.1884 รวมถึงทุกครั้งที่เราแหงนหน้ามองดวงจันทร์ เราก็ยังอาจจะเห็นเงาของเธออยู่บนนั้น เนื่องจากมีการตั้งชื่อหลุมอุกกาบาตหลุมหนึ่งบนดวงจันทร์ว่า ไฮพาเทีย เราจึงไม่อาจจะลืมเธอได้ตลอดกาล...แด่เธอ...แด่ความจริง...แด่ไฮพาเทีย.ทางด้านวิทยาศาสตร์ ไฮพาเทียได้รับเกียรติให้นำชื่อของเธอไปตั้งเป็นชื่อดาวเคราะห์น้อยที่ถูกค้นพบในปี ค.ศ.1884 รวมถึงทุกครั้งที่เราแหงนหน้ามองดวงจันทร์ เราก็ยังอาจจะเห็นเงาของเธออยู่บนนั้น เนื่องจากมีการตั้งชื่อหลุมอุกกาบาตหลุมหนึ่งบนดวงจันทร์ว่า ไฮพาเทีย เราจึงไม่อาจจะลืมเธอได้ตลอดกาล...แด่เธอ...แด่ความจริง...แด่ไฮพาเทีย.