| เชื้อราเป็นเชื้อที่พบในธรรมชาติ สามารถพบได้ทั้งในบ้านและนอกบ้าน | ||||||||||||||||||||
หน้าที่สำคัญของเชื้อรานอกบ้านคือการสลายของเสีย เช่นใบไม้ ต้นไม่ หรือขยะ
ส่วนเชื้อราที่อยู่ในบ้านเราไม่อยากให้มันเกิดเพราะว่าเชื้อราสามารถสร้างสารพิษ Toxin หรือตัวเชื้อราสร้างสปอร์ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ เช่น โรคหอบหืด ไวนัสอักเสบเป็นต้น
เชื้อราก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร
เชื้อราที่อยู่ในบ้านมักจะไม่อันตราย แต่สปอร์ Spore ของมันจะทำให้เกิดผลเสีต่อสุขภาพเช่น
สำหรับผู้ที่แพ้ราเมื่อได้สัมผัสเชื้อราทั้งทางสัมผัส การสูดดมอาจจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่างๆ เช่น แพ้หญ้า Hay fever หอบหืด ผื่นแพ้ ตาอักเสบ เจ็บคอ น้ำมูกไหล
เราจะกำจัดเชื้อรานี้ได้อย่างไร
เนื่องจากเชื้อราเราพบได้ตามธรรมชาติเราไม่สามารถกำจัดได้หมด แต่เราสามารถป้องกันมิให้เชื้อเจริญเติบโตโดยการควบคุมความชื้นในบ้าน เมื่อคุณพบเชื้อราในบ้าน คุณต้องรีบกำจัดและหาสาเหตุโดยเฉพาะความชื้น หากคุณไม่แก้ก็จะเกิดเชื้อราขึ้นใหม่
ใครจะเป็นกำจัดเชื้อรา
เนื่องจากเชื้อราอาจจะก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพดังได้กล่าวข้างต้น และการหาสาก็อาจจะมีความยุ่งยาก ดังนั้นหากพื้นที่ที่เป็นเชื้อราไม่มากก็อาจจะกำจัดเองได้ แต่หากเป็นพื้นที่กว้างก็อาจจะต้องอาศัยผู้ที่เชี่ยวชาญในการกำจัด ข้อแนะนำเกี่ยวกับการกำจัดเชื้อรา
วิธีกำจัดเชื้อรา
การป้องกันตัวเองระหว่างทำกำจัดเชื้อรา
รู้ได้อย่างไรว่ากำจัดเชื้อราหมดไปแล้ว
ปัจจัยที่สำคัญคือต้องกำจัดแหล่งที่จะทำให้เกิดความชื้นเสียก่อน หากยังมีความชื้นอยู่ก็จะเกิดเชื้อราขึ้นใหม่
การป้องกันความชื้น
เป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันเชื้อราในบ้าน หรือที่ทำงาน
วิธีการลดความชื้นภายในบ้าน
การป้องกันน้ำกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ
การตรวจสอบเชื้อรา
โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องมีการนำไปตรวจสอบเชื้อ เพราะเราเห็นด้วยตา และกรรมวิธีตรวจสอบก็มีขั้นตอนมากมาย การค้นเชื้อราในที่ลับ เชื้อราขึ้นในที่ลับ เชื้อราในท่อแอร์ เชื้อราที่wall paper เชื้อราที่ผนัง ห้องที่มีความชื้นแต่คุณไม่สามารถตรวจสอบว่ามีเชื้อรา ผู้ที่อยู่อาศัยมีปัญหาเกี่ยวกับภูมิแพ้ แต่ไม่สามารถตรวจสอบหาเชื้อราให้ถึงถึงเชื้อราในที่ลับในที่นี้หมายถึงบริเวณที่เรามิได้นึกถึงเช่น ใต้พรม ด้านบนของฝ้าเพดาน ใต้ wall paper ผนังด้านในของท่อแอร์ ฝาผนังเป็นต้น เมื่อคุณสงสัยว่าจะมีเชื้อราซ่อนเร้นให้ปรึกษาผู้เชียวชาญเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง
การน้ำยาฆ่าเชื้อรา
โดยทั่วไปไม่แนะนำให้ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อรา เพราะเราไม่สามารถห่าเชื้อได้หมด เราเพียงแต่แก้ไขเรื่องความชื้นเชื้อราก็ไม่สามารถเจริญเติบโต จะพิจารณาในกรณีที่ผู้อยู่อาศัยเป็นโรคที่มีภูมิคุ้มกันไม่ดี
การแก้ไขเมื่อมีการเปียกน้ำของวัสดุในบ้าน
|
วันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
เชื้อรา ที่ลอยอยู่ในอากาศ จะทำอันตรายเราไหม ?
อัจฉริยะสิ่งประดิษฐ์ ( กำเนิดพลังงานอัจฉริยะ)
เพื่อจุดประกายพลังงานทดแทนในอนาคต อัจฉริยะสิ่งประดิษฐ์ ( กำเนิดพลังงานอัจฉริยะ)
Michael Mosley และทีมงานได้เลือกสิ่งประดิษฐ์ 12 ชิ้น และศึกษาว่ามีส่วนในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเราไปอย่างไร พร้อมทั้งอธิบายสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ว่าถือกำเนิดมาได้อย่างไร ตั้งแต่จุดกำเนิดความคิดไปจนถึงการพัฒนาในโรงงานผลิต และเรื่องราวที่แท้จริงที่เกิดขึ้นในชีวิตของนักประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้
วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
La belle et la bete 2014
Beauty and the Beast (French: La belle et la bête ) is a French-German romantic fantasy film based on the traditional fairy tale of the same name by Gabrielle-Suzanne Barbot de Villeneuve. Directed and co-written by Christophe Gans, the film stars Vincent Cassel and Léa Seydoux. It is scheduled to be screened out of competition at the 64th Berlin International Film Festivaland released wide in France on February 12, 2014.
วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557
หนังสือ Twelve Years a Slave
โดย Solomon Northup คือ วรรณกรรมที่เป็นอัตชีวประวัติของโซโลมอน นอร์ทอัพ และเป็นเรื่องเล่า (narrative) ที่โซโลมอน นอร์ทอัพเขียนถ่ายทอดจากประสบการณ์ชีวิตระหว่างที่ตกเป็นทาสนานอยู่นาน 12 ปี เมื่อหลุดพ้นพันธนาการกลับมาเป็นอีกครั้ง จึงเล่าเรื่องราวผ่านงานเขียนโดยได้รับความร่วมมือจากเดวิด วิลสัน
โซโลมอน นอร์ทอัพเป็นชนผิวดำที่เกิดเป็นอิสรชน เป็นพลเมืองของรัฐนิวยอร์ก แต่ถูกหลอกไปที่ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ถูกลักพาตัวที่นั่นและถูกนำไปขายเป็นทาส ต่อมาถูกขายทอดตลาดทาสทางใต้ของสหรัฐ โดยตกไปอยู่ในมือนายทาสในลุยเซียนาก่อนช่วงสงครามกลางเมืองของสหรัฐ โซโลมอน นอร์ทอัพบรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับตลาดทาสในวอชิงตัน ดี.ซี. และ นิวออร์ลีนส์ ตลอดจนลักษณะการทำไร่ฝ้ายและไร่อ้อยในไร่ขนาดใหญ่ที่รัฐลุยเซียนา
บทประพันธ์นี้ตีพิมพ์หลังจากนวนิยายเรื่อง Uncle Tom's Cabin (1852)ของ แฮร์เรียต บีเชอร์ สโตว์ไม่นาน และขายได้ 30,000 เล่ม ซึ่งถือว่าเป็นหนังสือขายดี และในช่วงศตวรรษที่ 19 นั้นก็มีการพิมพ์ต่อมาอีกหลายครั้ง ฉบับภาษาไทยแปลโดยโฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์ ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์คลาสแอคท์ เริ่มเผยแพร่ในประเทศไทยเดือนธันวาคม 2013 โดยใช้ชื่อไทยว่าฤๅสิ้นสุดมนุษยภาพ
มีการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Twelve Years a Slave จากบทประพันธ์นี้ โดยเริ่มออกฉายในสหรัฐอเมริกาแบบจำกัดจำนวนโรงภาพยนตร์ก่อน ในวันที่ 18 ตุลาคม 2013 ก่อนจะเพิ่มจำนวนโรงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้กำกับการแสดงคือสตีฟ แม็คควีน นำแสดงโดยชีวิเทล เอดจิโอฟอร์ ในบทโซโลมอน นอร์ทอัพ ทั้งหนังสือและภาพยนตร์ได้รับความสนใจอย่างสูง หนังสือฉบับอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นไปติดอันดับ 1 ในชาร์ตหนังสือขายดีที่สุด New York Times Best Seller list ช่วงปลายปี 2013 ส่วนภาพยนตร์ก็ได้รับคำวิจารณ์ดีมากและได้รับรางวัลจากหลายสถาบัน
หลังจากตีพิมพ์หลายครั้งในศตวรรษที่ 19 หนังสือเล่มนี้ห่างหายไปจากสายตาสาธารณชนเกือบร้อยปี จนกระทั่งนักประวัติศาสตร์ชาวรัฐลุยเซียนา 2 คนบังเอิญเจอหนังสือเล่มนี้อีกครั้งในโอกาสที่ต่างกัน นักประวัติศาสตร์ 2 คนดังกล่าวคือซู อีคิน (มหาวิทยาลัยลุยเซียนาสเตทที่อะเล็กซานเดรีย)และโจเซฟ ล็อกส์ดอน (มหาวิทยาลัยนิวออร์ลีนส์) ต่อมาในช่วงต้นทศวรรษ 1960 ทั้งสองได้ศึกษาวิจัยและสืบย้อนการเดินทางของโซโลมอน นอร์ทอัพ และได้ร่วมกันบรรณาธิกรณ์หนังสือเล่มนี้ ตีพิมพ์โดย LSU Press (สำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยลุยเซียนา) ออกมาในรูปแบบที่เพิ่มคำอธิบายเชิงประวัติศาสตร์ลงในเชิงอรรถ
ออโรร่า (Aurora)
แสงสีเขียว แดง ที่ปรากฏบนท้องฟ้าอันมืดมิดของช่วงฤดูหนาว หากเป็นผู้คนที่ไม่เคยพบเจอกับปรากฏการณ์ธรรมชาติแบบที่ว่ามาก่อนอย่างคนในแถบเอเชียอย่างบ้านเรา ก็อาจจะคิดว่านั่นเป็นเหตุการณ์ประหลาด
แต่สำหรับผู้คนที่อยู่แถบขั้วโลกเหนือ นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี จะต่างกันก็เพียงแต่ว่าแสงที่จะเกิดขึ้นบนท้องฟ้านั้นจะเปลี่ยนเป็นสีอะไรเท่านั้น แสงที่ว่าถูกเรียกเป็นภาษาไทยแบบตรงตัวว่า แสงเหนือ ที่มาจากภาษาอังกฤษว่า Northern Lightซึ่งเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่ารังสีออโรร่า (Aurora) แสงสีแบบเดียวกับการตรวจวัดความร้อนร่างกายด้วยรังสีออร่าที่จะแสดงผลออกเป็นสีเขียวหรือแดงตามค่าความร้อนที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น
และปรากฏการณ์ที่ว่านี้ก็เกิดขึ้นกับขั้วโลกใต้ด้วยเช่นกัน โดยเรียกตามชื่อของสถานที่เกิดว่า แสงใต้ หรือSouthern Light และปรากฏการณ์ที่ว่านี้ก็เกิดขึ้นกับขั้วโลกใต้ด้วยเช่นกัน โดยเรียกตามชื่อของสถานที่เกิดว่า แสงใต้ หรือSouthern Light
อีกองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ว่านี้ก็คือ ลมพายุสุริยะ ที่ประกอบด้วยอนุภาคสสารมากมาย เมื่อมันถูกพัดผ่านมายังสนามแม่เหล็กของโลก อนุภาคต่าง ๆ ที่ถูกดูดเข้ามาในสนามแม่เหล็กของโลกนี้เองที่ทำให้เกิดแสงสีขึ้น จะเกิดมากในช่วงที่มีการแปรปรวนบนดวงอาทิตย์อย่างในช่วงจุดดับ (Sunspots) แต่จะเกิดสีอะไรนั้นขึ้นอยู่กับพลังงานของ อนุภาคที่ถูกพัดมากับลมสุริยะ อีกองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ว่านี้ก็คือ ลมพายุสุริยะ ที่ประกอบด้วยอนุภาคสสารมากมาย เมื่อมันถูกพัดผ่านมายังสนามแม่เหล็กของโลก อนุภาคต่าง ๆ ที่ถูกดูดเข้ามาในสนามแม่เหล็กของโลกนี้เองที่ทำให้เกิดแสงสีขึ้น จะเกิดมากในช่วงที่มีการแปรปรวนบนดวงอาทิตย์อย่างในช่วงจุดดับ (Sunspots) แต่จะเกิดสีอะไรนั้นขึ้นอยู่กับพลังงานของ อนุภาคที่ถูกพัดมากับลมสุริยะ
ที่จริงแล้วแสงสีที่เกิดขึ้นนั้นมีมากมายแต่สีเขียวกับสีแดงจะโดดเด่นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะสีเขียวที่สามารถพบเห็นได้บ่อยครั้งเพราะเป็นสีที่สว่างที่สุด ส่วนสีแดงจะพบเห็นได้ค่อนข้างยาก ความแตกต่างของแสงสียังมีเหตุมาจากอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศที่ระดับความสูงต่างกัน ซึ่งทำให้ภาวะการกระตุ้นของอะตอมจะแตกต่างกันด้วย
รังสีออโรร่าที่เกิดขึ้นนี้มักจะพบเห็นได้ในบริเวณที่อยู่ระดับตั้งแต่ 100-1,000 กิโลเมตร เหนือพื้นดิน ซึ่งมีบรรยากาศเบาบาง ความกดดัน น้อยมากจนเกือบจะถึงขั้นสุญญา กาศ พลังงานจากดวงอาทิตย์ทั้งรังสีอุลตราไวโอเลตและอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าที่พุ่งออกจากดวงอาทิตย์จะไปกระตุ้นให้ก๊าซเฉื่อยที่มีอยู่เบาบางในบริเวณนั้นเรืองแสงขึ้นมา ซึ่งบางครั้งอาจเกิดนานเป็นชั่วโมงหรืออาจจะยาวนานถึงตลอดทั้งคืน
ในอดีตวันที่วิทยาศาสตร์ยังไม่ก้าวหน้า แสงประหลาดที่ปรากฏอยู่บนท้องฟ้านี้ถูกเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากพลังทางไสยศาสตร์ บ้างก็ว่าเป็นวิญญาณของภูตผีที่พากันออกมาร่ายรำยามค่ำคืน บ้างก็ว่ากลุ่มวิญญาณจำนวนมากที่ออกมาต่อสู้กันบนท้องฟ้า สำหรับคนพื้นถิ่นนอร์เวย์เข้าใจว่าแสงนี้เป็นแสงที่เกิดจากสาวพรหม จารี การเต้นรำและการเคลื่อนไหวของระลอกคลื่น
ในอดีตวันที่วิทยาศาสตร์ยังไม่ก้าวหน้า แสงประหลาดที่ปรากฏอยู่บนท้องฟ้านี้ถูกเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากพลังทางไสยศาสตร์ บ้างก็ว่าเป็นวิญญาณของภูตผีที่พากันออกมาร่ายรำยามค่ำคืน บ้างก็ว่ากลุ่มวิญญาณจำนวนมากที่ออกมาต่อสู้กันบนท้องฟ้า สำหรับคนพื้นถิ่นนอร์เวย์เข้าใจว่าแสงนี้เป็นแสงที่เกิดจากสาวพรหม จารี การเต้นรำและการเคลื่อนไหวของระลอกคลื่น
แต่ชาวไวกิ้งที่เป็นชนพื้นเมืองในแถบขั้วโลกเหนือในยุคแรก ๆ เชื่อว่าแสงเหนือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากวิญญาณของสาวพรหมจารี
ขณะที่ชาวเอสกิโมในกรีนแลนด์และชาวพื้นเมืองทางตอนเหนือของแคนาดาเชื่อว่า รังสีออโรร่าดินแดนแห่งความตาย และเมื่อใดที่แสงสีนั้นเปลี่ยนไปก็หมายความว่าเพื่อนของคุณที่เสียชีวิตไปแล้วกำลังพยายามติดต่อกับญาติที่ยังมีชีวิตอยู่
ส่วนคนอเมริกันเชื่อว่าหากพวกเขาทำพิธีเรียกผี แสงสีที่เกิดขึ้นก็คือการตอบสนองของดวงวิญญาณที่พวกเขาพยายามจะปลุกขึ้นมานั่นเอง
ขณะที่ชาวเอสกิโมในกรีนแลนด์และชาวพื้นเมืองทางตอนเหนือของแคนาดาเชื่อว่า รังสีออโรร่าดินแดนแห่งความตาย และเมื่อใดที่แสงสีนั้นเปลี่ยนไปก็หมายความว่าเพื่อนของคุณที่เสียชีวิตไปแล้วกำลังพยายามติดต่อกับญาติที่ยังมีชีวิตอยู่
ส่วนคนอเมริกันเชื่อว่าหากพวกเขาทำพิธีเรียกผี แสงสีที่เกิดขึ้นก็คือการตอบสนองของดวงวิญญาณที่พวกเขาพยายามจะปลุกขึ้นมานั่นเอง
ส่วนคนอเมริกันเชื่อว่าหากพวกเขาทำพิธีเรียกผี แสงสีที่เกิดขึ้นก็คือการตอบสนองของดวงวิญญาณที่พวกเขาพยายามจะปลุกขึ้นมานั่นเอง
แต่ไม่ว่าแสงเหนือหรือแสงใต้ที่ปรากฏบนท้องฟ้าในช่วงฤดูหนาวของขั้วโลกเหนือและใต้ จะเคยถูกเข้าใจว่าอะไร สำหรับวันนี้ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว กลายเป็นหนึ่งในสินค้าทางการท่องเที่ยวของประเทศในแถบขั้วโลกเหนือ โดยเฉพาะนอร์เวย์ประเทศที่ตั้งอยู่บริเวณอาร์คติกเซอร์เคิลที่ว่ากันว่าสามารถชื่นชมกับความมหัศจรรย์ของแสงเหนือได้ในทุกค่ำคืน
ซึ่งหนึ่งในเมืองที่ชมความมหัศจรรย์ได้ดีที่สุดก็คือ ทรูมโซ ซึ่งให้ความสำคัญกับปรากฏการณ์นี้ถึงขนาดให้มีการบรรยายให้นักท่องเที่ยวได้รับรู้ถึงที่มาที่ไปที่พิพิธภัณฑ์ของมหาวิทยาลัยทรูมโซ
ซึ่งหนึ่งในเมืองที่ชมความมหัศจรรย์ได้ดีที่สุดก็คือ ทรูมโซ ซึ่งให้ความสำคัญกับปรากฏการณ์นี้ถึงขนาดให้มีการบรรยายให้นักท่องเที่ยวได้รับรู้ถึงที่มาที่ไปที่พิพิธภัณฑ์ของมหาวิทยาลัยทรูมโซ
และอีกแห่งก็คือ เกาะสวาลบาร์ด ที่ว่ากันว่าเป็นสถานที่ที่สามารถศึกษารังสีออโรร่าทั้งกลางวันและกลางคืน โดยคนไทยที่ต้องการจะไปที่เกาะแห่งนี้ไม่ต้องขอวีซ่าก็สามารถข้ามไปได้หากมีจุดหมายอยู่แห่งเดียว แม้จะเป็นเกาะที่อยู่ในนอร์เวย์ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎระเบียบที่เกิดขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และไม่น่าเชื่อด้วยว่าที่นี่หนาวติดลบเกือบตลอดทั้งปีแห่งนี้จะมีคนไทยไปใช้ชีวิตอยู่ด้วย.
ทว่าการเกิดของแสงออร่าในธรรมชาติที่จะให้สีต่างกันนั้น กลับมีที่มาที่แตกต่างกัน เพราะแสงสีที่ว่าเกิดจากปฏิกิริยาระหว่างสนามแม่เหล็กของโลกสัมผัสกับลมสุริยะจากดวงอาทิตย์
แกนกลางของโลกที่เกิดขึ้นจากธาตุโลหะต่าง ๆ เสมือนเป็น แม่เหล็กยักษ์ตั้งอยู่กลางโลก และโลกกับดวงอาทิตย์มีแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน จึงทำให้เกิดชั้นบรรยากาศสนามแม่เหล็ก ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้เป็นบริเวณที่มีสนามแม่เหล็กแรงมากกว่าส่วนอื่น ๆ ของโลก จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้น
.jpg)
วันเสาร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2557
ดอกปีบ สัญลักษณ์ พยาบาล
" ดอกปีบ " เป็นสัญลักษณ์ของพยาบาลไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ . 2534 เป็น ต้นมา เนื่องจาก " ดอกปีบ " เป็นดอกไม้สีขาวที่มีกลิ่นหอม ต้นปีบเป็นไม้ยืนต้น ขึ้นได้ในที่ดินแห้งแล้ง ราก ลำต้น และดอกใช้เป็นสมุนไพรได้ เปรียบกับพยาบาลในชุด สีขาวผู้พร้อมที่จะประกอบคุณงามความดี ประดุจกลิ่นหอมของดอกปีบ และพร้อมที่สร้างประโยชน์เช่นเดียวกับการเป็นสมุนไพรของ " ดอกปีบ " นั่นเอง
"ดอกปีบ" เป็น ดอกไม้ประจำจังหวัดปราจีนบุรี
มีชื่ออื่นเช่น กาซะลอง กาดสะลอง (ภาคเหนือ), เต็กตองโพ่ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)
"ดอกปีบ" เป็นดอกไม้ประจำของนางโคราคเทวีซึ่งเป็นนางประจำวันจันทร์ในธิดาของพระอินทร์
"ดอกปีบ" เป็นต้นไม้ที่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและศัตรู เพราะมีความทนทานสภาพธรรมชาติได้ดี...เหมือนพยาบาลที่มีความอดทนเป็นเลิศต้องพร้อมรับในทุกสถานะการณ์ ...ยิ้มรับได้เสมอ
"ดอกปีบ" เป็นต้นไม้ที่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและศัตรู เพราะมีความทนทานสภาพธรรมชาติได้ดี...เหมือนพยาบาลที่มีความอดทนเป็นเลิศต้องพร้อมรับในทุกสถานะการณ์ ...ยิ้มรับได้เสมอ
คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นปีปไว้ประจำบ้านจะทำให้เก็บเงินเก็บทองได้มาก เพราะ ปีป คือ ภาชนะที่ใช้ในการบรรจุของ ดังนั้นคนไทยโบราณเรียกภาชนะใส่ของที่มีค่าว่า ปีปเงิน ปีปทอง นอกจากนี้ยังเชื่ออีกว่าสามารถทำให้มีชื่อเสียงโด่งดัง เพราะปีปมีลักษณะแข็งและโปร่ง เวลาเคาะหรือตี
จะเกิดเสียงดังไปไกล

ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล (Florence Nightingale)
มิสฟลอเรนซ์ ไนติงเกล เกิดวันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ.1820 ในตระกูลคหบดี ที่เมือง ฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ได้รับการอบรมเลี้ยงดูตามแบบชาวอังกฤษ มีการศึกษาดี สามารถเรียนรู้และพูดได้หลายภาษา มิสฟลอเรนซ์ เป็นผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารี ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และสนใจศึกษาหาความรู้ที่จะเป็นพยาบาลในขณะอายุ 20 ปี แต่ในขณะนั้นสตรีที่เรียนวิชาพยาบาลหรือเป็นพยาบาลส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มี การศึกษาน้อย และมาจากครอบครัวที่ยากจน ทำให้มีกิริยามารยาทไม่ดีไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม บิดามารดาของมิสฟลอเรนซ์จึงไม่อนุญาตให้ศึกษาเล่าเรียน วิชาชีพพยาบาลและพยายามหันเหความสนใจของมิสฟลอเรนซ์ไปสู่งานสังคมและให้ท่อง เที่ยวไปยังเมืองต่างๆในยุโรป การที่ได้มีโอกาสได้ท่องเที่ยวเมืองต่างๆนี้เองทำให้มิสฟลอเรนซ์ได้มีโอกาส เยี่ยมชมโรงพยาบาลต่างๆในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน เบลเยี่ยม อิตาลี และอีกหลายแห่ง ทำให้ได้เห็นการจัดการโรงพยาบาล การจัดการพยาบาลตามแบบนิกายโปรแตสแตนท์ ที่ผู้ปฏิบัติการพยาบาลไม่ต้องบวชชีตามแบบซีเดคอนแนส ทำให้สามารถให้การพยาบาลผู้ป่วยได้กว้างขวางขึ้น มิสฟลอเรนซ์ได้ตัดสินใจเข้าเรียนพยาบาลอีกครั้ง เมื่ออายุได้ 14 ปี แต่ก็ยังไม่ได้รับการยินยอมจากครอบครัว ต่อมาปี ค.ศ.1850 อายุครบ 30 ปี จึงได้รับอนุญาตให้เข้าเรียนวิชาชีพพยาบาล และได้ศึกษาเล่าเรียนเป็นเวลา 4 เดือน
ค.ศ.1853 มิสฟลอเรนซ์ได้รับตำแหน่งเป็นผู้ดูแลสถานที่เจ็บป่วยของสุภาพสตรีในประเทศ อังกฤษ ซึ่งได้รับการยกย่องมาก ค.ศ.1856 โรงพยาบาล King?s College ขอให้เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนพยาบาลแต่ยังไม่ได้ประจำทำงานก็เกิดสงครามไค รเมีย เป็นสงครามระหว่างรัสเซียกับอังกฤษ ฝรั่งเศสและตุรกี กองทัพของอังกฤษมีบุรุษพยาบาลเป็นผู้ดูแลทหารที่บาดเจ็บ แต่บุรุษพยาบาลเหล่านั้นไม่ได้รับการฝึกหัดสำหรับดูแลทหารบาดเจ็บจากสงคราม การทำงานจึงไม่มีประสิทธิภาพ แต่กองทัพรัสเซียและตุรกี จะมีแม่ชีทางศาสนาติดตามไปในกองทัพ เพื่อ
ให้การดูแลทหารที่บาดเจ็บ ประเทศอังกฤษจึงได้ร้องขอให้ประชาชนเข้าช่วยเหลือ มิสฟลอเรนซ์จึงตัดสินใจเข้าช่วยเหลือ มิสฟลอเรนซ์พร้อมสตรีอาสาสมัครที่จะช่วยพยาบาลทหารอีก จำนวน 38 คน จึงเข้าประจำทำงานดูแลทหารบาดเจ็บที่โรงพยาบาลแบแรท ในเมืองสคูตารี่ โรงพยาบาลมีผู้บาดเจ็บมากถึง 3,000-4,000 คน อยู่รวมกันอย่างแออัด อากาศถ่ายเทไม่ดี ห้องน้ำห้องส้วมสกปรก น้ำหายาก ที่บอนปูพื้น ผ้าปูที่นอนหนแข็งและไม่มีผงซักฟอก เสื้อผ้าทหารบาดเจ็บไม่มีเปลี่ยนต้องใส่เสื้อเปื้อนเลือดและเหงื่อ อาหารไม่เหมาะสม รับประทานอาหารด้วยมือ น้ำดื่มไม่เพียงพอ มีหนูและสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ เกิดโรคระบาดขึ้น เช่น อหิวาตกโรค บิด ไทฟอยด์ ผู้บาดเจ็บมีอัตราการตายสูงถึง 42% ในเวลากลางคืน ต้องนอนในความมืด ไม่มีใครดูแล ไม่มีแสงสว่าง
มิสฟลอเรนซ์ได้ปฏิรูปงานโรงพยาบาลเกือบทุกด้าน ใช้เวลา 6 เดือน สามารถลดอัตราการตายลงเหลือ 2% และศัลแพทย์ก็พอใจการปฏิบัติของมิสฟลอเรนซ์มาก ค.ศ.1855 มิสฟลอเรนซ์และแม่ชีคาทอลิกอีก 3 คน เดินทางไปสถานพยาบาลในเมืองมาลาคาวา ในแหลมไครเมียร์ ได้ปรับปรุงการพยาบาลให้ดีขึ้น และกลับมายังโรงพยาบาลในเมืองสคูตารี่ เพื่อช่วยเหลือทหารบาดเจ็บต่อจนถึง ค.ศ.1856 สงครามไครเมียร์ก็สงบลง โรงพยาบาลต่างๆก็ปิดตัวลง พยาบาลทั้งหมดกลับประเทศอังกฤษ มิสฟลอเรนซ์กลับถึงอังกฤษเป็นคนสุดท้ายในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1856
จากความรู้ความสามารถและความเสียสละโดยไม่คำนึงถึงความเหนื่อยยาก นับเป็นการปฏิบัติต่อเพอนมนุษย์อย่างยิ่งใหญ่ ลองเฟลโล(Longfellow) ได้ประพันธ์โคลง ?ซานตา ฟิโลมินา? สรรเสริญความดีงามและความเสียสละของมิสฟลอเรนซ์ว่าเป็น ?สุภาพสตรีแห่งดวงประทีป? (The Lady of the Lamp) ต่อมาชาวอังกฤษได้รวบรวมเงินตั้งเป็นทุนไนติงเกล เพื่อเทิดพระเกียรติและยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของพยาบาลด้วยทุนดั
งกล่าว ใช้จ่ายเพื่อพัฒนาการศึกษาและปรับปรุงการพยาบาลให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น
ค.ศ.1860 มิสฟลอเรนซ์ได้เลือกโรงพยาบาลเซนต์โทมัส(St.Thomus) ที่กลุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นโรงเรียนพยาบาลไนติงเกล ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา ใช้เงินทุนจากมูลนิธิไนติงเกลในการบริหารกิจการของโรงเรียนและมีมิสซี วอร์ดโรพเปอร์ (Mss.Wardroper) เป็นผู้บริหารงานการสอนพยาบาลโรงเรียนพยาบาลไนติงเกล ใช้เวลาศึกษานาน 3 ปี จัดการเรียนทั้งภาคทฤษฎีและปฎิบัติ การคัดเลือกผู้เข้าศึกษาก็จะต้องเป็นบุคคลที่มีกิริยามารยาทเรียบร้อย มีความรู้ และต้องปฎิบัติตามกฎระเบียบของโรงเรียน โรงเรียนพยาบาลไนติงเกลได้ผลิตพยาบาลแล้วไปก่อตั้งโรงเรียนพยาบาลในหลายๆ ประเทศ ตามแบของมิสฟลอเรนซ์ไนติงเกล โดยเน้นหลักการศึกษาไว้หลายประการ เช่น ต้องเป็นอาชีพเกี่ยวแก่ศาสนาหรือมนุษยธรรม ต้องก้าวหน้าอยู่เสมอ เพราะวิชาชีพพยาบาลเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ต้องมีการฝึกหัด ต้องมีระเบียบวินัย ที่อยู่อาศัยสะอาด ฝ่ายการบริหารและบริการต้องกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน ต้องประสานกันเพื่อประสิทธิภาพของงาน
ทางด้านงานหนังสือ หลังสงครามมิสฟลอเรนซ์ได้เขียนหนังสือ ?Note on Hospitals? พิมพ์ออกเผยแพร่ กล่าวถึงโรงพยาบาลที่สวยแต่ยังบกพร่องในการจัดแผนผังเกี่ยวกับสุขาภิบาลและ ของเครื่องใช้ที่เหมาะสมในการรักษาพยาบาล ต่อมาได้เขียนหนังสือ ?Notes on Nursing? หนังสือเล่มนี้ได้ใช้เป็นมาตรฐานในการอบรมถึงปัจจุบัน และมีข้อความที่เป็นอมตะต่องานปฎิบัติการพยาบาล เช่น ?การมองดูผู้ป่วยไม่เรียกว่าได้ใช้
ความสังเกต การเห็นสิ่งใดต้องใช้การฝึกฝน การเห็นนี้จะช่วยให้พยาบาลทำในสิ่งที่ถูกต้องแก่ผู้ป่วย ความเป็นความตายของผู้ป่วยขึ้นอยู่กับการสังเกตที่ถูกต้องของพยาบาล?
มิสฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ใช้ชีวิตในการช่วยกิจการของการพยาบาลอย่างต่อเนื่องและยาวนาน นับตั้งแต่ ค.ศ.1860 จนกระทั่งถึงแก่กรรมเมื่ออายุได้ 90 ปี ในเดือนธันวาคม ค.ศ.1910
หลุมศพของฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ในสุสาน
โบสถ์เซนต์มาร์กาเรต
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)