แนวคิดและการวางแผน[แก้]
ประวัติศาสตร์ของรถไฟยูโรสตาร์ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1974 เมื่ออังกฤษและฝรั่งเศสมีแนวคิดร่วมกันที่จะสร้างอุโมงใต้ทะเลผ่านช่องแคบอังกฤษ ระหว่างเกาะบริเทน และประเทศฝรั่งเศส
[2]แต่โครงการก็ถูกยกเลิกไป โครงการนี้ได้ถูกนำมาทบทวนอีกครั้งในปี ค.ศ. 1986 และเริ่มก่อสร้างอุโมงผ่านช่องแคบอังกฤษโดยบริษัทยูโรทัลแนล การก่อสร้างแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1993 และเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1994
ระยะแรกของการให้บริการของรถไฟผ่านอุโมงค์ใต้ทะเลคือการขนรถยนต์ และรถบรรทุก ภายหลังมีการตัดสินใจว่าจะสร้างระบบรางเพื่อให้รถไฟโดยสารวิ่งผ่าน การรถไฟอังกฤษและการรถไฟฝรั่งเศสจึงได้ทำสัญญากับยูโรทัลแทล ในการใช้อุโมงค์สำหรับรถไฟโดยสาร
ปี ค.ศ. 1987 อังกฤษ ฝรั่งเศส และเบลเยี่ยม มีโครงการร่วมกันที่จะก่อสร้างระบบรถไฟความเร็วสูงระหว่างประเทศผ่านอุโมงค์ใต้ทะเล ฝรั่งเศสได้สร้างระบบรางสำหรับรถไฟความเร็วสูงใหม่ในชื่อ LGV Nord จากปารีสถึงอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษฝั่งฝรั่งเศส และใช้เทคโนโลยีเดียวกันกับรถไฟ TGV ที่ฝรั่งเศสเองมีอยู่ก่อนแล้ว และสั่งซื้อขบวนรถไฟเพิ่มอีก 30 ขบวนจากบริษัทอัลสธอม
วันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1993 รถไฟยูโรสตาร์ขบวนแรกได้วิ่งจากปารีส ผ่านอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษสู่ประเทศอังกฤษ มีปัญหาเกิดขึ้นหลายอย่างกับขบวนรถใหม่นี้บนรางฝั่งอังกฤษ แต่ปัญหาก็ถูกแก้อย่างรวดเร็ว
การเปิดให้บริการ[แก้]
14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1994 ให้บริการระหว่างสถานีนานาชาติวอเทอร์ลู ในลอนดอน สถานีปารีส นอร์ท ในปารีส และสถานีบรัสเซลส์ เซาท์ ในบรัสเซลส์ ทำความเร็วเฉลี่ย 171.5 กม./ชม. ระหว่างปารีส และลอนดอน
8 มกราคม ค.ศ. 1996 ยูโรสตาร์เปิดสถานีแห่งที่สองในอังกฤษ คือสถานีนานาชาติแอสฟอร์ด ปลายปี ค.ศ. 1997 การเดินทางระหว่างลอนดอนและบรัสเซลส์เร็วมากขึ้นเมื่อเบลเยี่ยมเปิดใช้ระบบราง HSL 1 วันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 2007 ยูโรสตาร์ได้ย้ายสถานีหลักจากสถานีวอเทอร์ลู มาที่สถานีนานาชาติเซนต์แพงครัส
อุโมงค์ช่องแคบอังกฤษที่รถไฟยูโรสตาร์วิ่งนั้น เป็นอุโมงค์ใต้ทะเลที่มีความยาวมากที่สุดในโลก ทำให้รถยูโรสตาร์เป็นรถไฟที่วิ่งในอุโมงค์ยาวที่สุดในโลก [3]
ยูโรสตาร์ทำสถิติของอังกฤษด้วยการวิ่งด้วยความเร็ว 334.7 กม./ชม. เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 2003 บนราง High Speed 1 ของอังกฤษ
วันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 2006 ยูโรสตาร์ได้ทำสถิติใหม่ด้วยเดินทางด้วยความเร็วสูงแบบไม่หยุดพัก เป็นระยะทาง 1,421 กม. จากลอนดอน ถึงเมืองคานส์ ในฝรั่งเศส ใช้เวลาทั้งหมด 7 ชั่วโมง 25 นาที[4]
วันที่ 4 กันยายน ค.ศ. 2007 ขบวนรถเดินทางออกจากสถานีปารีส นอร์ท พร้อมนักข่าวและเจ้าหน้าที่ เวลา 10.44 น. ถึงสถานีนานาชาติเซนต์แพนคราสในลอนดอน ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 2 ชั่วโมง 3 นาที 39 วินาที เป็นการทำลายสถิติใหม่ [5]
ยูโรสตาร์เป็นรถไฟขบวนแรกที่ขนส่งผู้โดยสารสู่สถานีนานาชาติเซนต์แพงครัส
ยูโรสตาร์ทำลายสถิติการเดินทางที่เร็วที่สุดจากบรัสเซลส์ ไปลอนดอน ด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 43 นาที
สถานีรถไฟนานาชาติแอชฟอร์ด[แก้]
เริ่มแรกนั้นสถานีนานาชาติแอชฟอร์ดสร้างขึ้นสำหรับรถไฟยูโรสตาร์เพื่อที่จะรับส่งผู้โดยสารในเมืองเคนท์ เช่นเดียวกับสถานีรถไฟนานาชาติเอปสฟลีท แต่หลังจากที่เปิดใช้แล้ว แต่มีรถไฟหยุดที่สถานีนี้เพียง 4 ขบวนต่อวันคือ 3 ขบวนไปปารีส และอีก 1 ขบวนไปสวนสนุกดิสนี่ย์แลนด์ ที่หยุดเพียง 3 ขบวนเนื่องจากรถไฟจะเสียความเร็วจากการจอดมาก และเกรงว่าการหยุดรถที่สถานีนานาชาติแอชฟอร์ดจะทำให้ผู้โดยสารลดลงหรือเปลี่ยนไปใช้บริการขนส่งอื่นแทน ดังนั้นยูโรสตาร์จึงวางแผนที่จะสร้างให้สถานีนานาชาติเอปสฟลีทเป็นชุมทางสำหรับรถท้องถิ่นแทน อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ยูโรสตาร์ยกเลิกขบวนรถไฟไปบรัสเซลส์ได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจของคนในท้องถิ่น
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009 ยูโรสตาร์ได้จัดขบวนรถวันละ 1 เที่ยวจากสถานีนานาชาติแอชฟอร์ดสู่บรัสเซลส์ แต่ก็ยังมีข้อกังขาว่า มีที่จำหน่ายตั๋วน้อยมากทั้งขาไปและขากลับมาที่สถานี่นานาชาติแอชฟอร์ด
เส้นทางหลักของยูโรสตาร์[แก้]
LGV Nord LGV Nord (Lignes à Grande Vitesse-Nord) คือระบบรางรถไฟความเร็วสูงของฝรั่งเศส จากปารีสไปทางเหนือจนสุดพรมแดนเบลเยี่ยมและเชื่อมต่อกับราง HSL 1 ของเบลเยี่ยม และแยกจากสถานีลีลล์-ยุโรป ไปบรรจบกับอุโมงช่องแคบอังกฤษ ทำให้ LGV Nord เป็นเส้นทางหลักของรถไฟยูโรสตาร์ทุกขบวน ในบรรดารางรถไฟความเร็วสูงทั้งหมดของฝรั่งเศส LGV Nord เป็นรางที่ใช้งานมากที่สุด
อุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ[แก้]
อุโมงค์ช่องแคบอังกฤษเป็นเส้นทางส่วนที่สำคัญที่สุดเนื่องจากมีแค่ขนส่งระบบรางเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่เชื่อมต่อเกาะบริเตนใหญ่ และยุโรปแผ่นดินใหญ่ ปลายของอุโมงค์ทั้งสองด้านนั้นเชื่อมต่อกับราง LGV Nord ในฝั่งของฝรั่งเศส และราง High Speed One ในฝั่งของอังกฤษ เริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ. 1988 มีระยะทาง 50.5 กม. มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางโดยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร และประธานาธิบดีฟร็องซัว มีแตร็อง ของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ. 1994 ที่เมืองกาแลท์ เจ้าของอุโมงค์คือบริษัทยูโรทันแนล ซึ่งจะเก็บค่าผ่านทางจากรถไฟยูโรสตาร์ในการใช้งาน ในปี ค.ศ. 1996 สมาคมวิศวกรแห่งอเมริกา ได้ประกาศให้อุโมงค์ช่องแคบอังกฤษเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ ปกติแล้วรถไฟยูโรสตาร์จะวิ่งด้วยความเร็ว 300 กม./ชม. ยกเว้นช่วงที่วิ่งในอุโมงค์จะลดความเร็วเหลือ 160 กม./ชม. เนื่องจากเหตุผลของความปลอดภัย นับตั้งแต่เปิดให้บริการเป็นต้นมา มีเหตุการณ์ที่ต้องยกเลิกเที่ยวรถไฟจากไฟไหม้ในอุโมงอย่างหนักในปี ค.ศ. 1996 และไฟไหม้เล็กน้อยในปี ค.ศ. 2006 และปี ค.ศ. 2008
HSL 1 HSL 1 (High Speed Line 1) เป็นระบบรางรถไฟความเร็วสูงของเบลเยี่ยมระยะทาง 88 กิโลเมตร เปิดใช้งานเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 1997 เป็นรางรถไฟที่เชื่อมต่อจากราง LGV Nord จากชายแดนประเทศฝรั่งเศส รถไฟยูโรสตาร์สามารถวิ่งข้ามประเทศได้โดยไม่ต้องลดความเร็ว ทำให้รถไฟทำเวลาได้ดีมากขึ้นเมื่อรางนี้เปิดใช้งาน และเร็วขึ้นอีก 4 นาทีเมื่อสถานีบรัสเซลส์ เซาท์ เปิดใช้รางเชื่อมไปยังชานชาลารถไฟระหว่างประเทศสำหรับรถไฟยูโรสตาร์ และรถไฟทาลีส โดยเฉพาะ
High Speed 1 High Speed 1 (HS1) เป็นระบบรางรถไฟความเร็วสูงในอังกฤษ ซึ่งมีชื่อเดิมว่า Channel Tunnel Rail Link (CTRL) ระยะทาง 108 กิโลเมตร จากลอนดอน ผ่านเมืองเคนท์ เข้าสู่อุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ มีการสร้าง 2 ระยะ ระยะแรกระหว่าง อุโมงค์ ถึงชุมทางฟอว์คแฮมทางตอนเหนือของเคนท์ เปิดใช้เมื่อปี ค.ศ. 2003 ย่นระยะเวลาเดินทางระหว่างลอนดอน-ปารีสเหลือ 2 ชั่วโมง 35 นาที เร็วขึ้น 21 นาที และลอนดอน-บรัสเซลส์ เหลือ 2 ชั่วโมง 20 นาที ในปี ค.ศ. 2007 เปิดใช้รางส่วนที่เหลือทั้งหมดจากชุมทางฟอล์คแฮมถึงลอนดอน และปรับปรุงสถานีนานาชาติเซนต์แพนคราส เพื่อเป็นสถานีแห่งใหม่ของขบวนรถไฟยูโรสตาร์ เมื่อการก่อสร้างราง HS1 สำเร็จ ทำให้รางของรถไฟยูโรสตาร์ในฝั่งอังกฤษมีมาตรฐานเดียวกันกับรางรถไฟความเร็วสูงของฝรั่งเศสและเบลเยี่ยม และย่นระยะเวลาเดินทางจากลอนดอน-ปารีสเหลือ 2 ชั่วโมง 15 นาที เร็วขึ้น 20 นาที และลอนดอน-บรัสเซลส์เหลือ 1 ชั่วโมง 51 นาที
การให้บริการ[แก้]
ความถี่ของขบวนรถไฟ[แก้]
รถไฟยูโรสตาร์มีขบวนรถระหว่างลอนดอน-ปารีส 16 ขบวนต่อวัน (18 ขบวนในวันศุกร์) ในจำนวนนี้มีขบวนรถที่ไม่หยุดระหว่างทาง 10 ขบวน (12 ขบวนในวันศุกร์) และระหว่างลอนดอน-ลีลล์-บรัสเซลส์ 10 ขบวนต่อวัน (5 ขบวนไม่หยุดที่ลีลล์) นอกจากนี่ยังมีขบวนรถสู่ลอนดอนจากสถานี Marne-la-Vallée - Chassy ไกล้กับสวนสนุกดีสนีย์ แลนด์ปารีส ทุกวันจันทร์ พุธ พฤหัส ศุกร์ และอาทิตย์ ในช่วงระหว่างที่โรงเรียนเปิดเทอมแต่จะมีขบวนรถวิ่งทุกวันในช่วงวันหยุดปิดเทอม รถไฟยูโรสตาร์มีขบวนรถตามฤดูกาลในแต่ละช่วงของปีดังนี้ ระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงมิถุนายน มีขบวนรถระหว่างลอนดอน-แอชฟอร์ด-ลียง-อาวีญง-โพรวองซ์ ในฝรั่งเศส สัปดาห์ละ 1 เที่ยว ระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึงกันยายน มีขบวนรถระหว่างลอนดอน-แอชฟอร์ด-อาวีญง สัปดาห์ละ 1 เที่ยว ในช่วงฤดูหนาวมีขบวนรถ "snow trains" สู่สกีรีสอร์ทสำหรับผู้ที่ต้องการไปเล่นสกีในช่วงฤดูหนาว ระหว่างลอนดอน-Bourg-Saint-Maurice, Aime-la-plagne และ Moûtiers ในเทือกเขาแอลป์ 2 ขบวนต่อสัปดาห์คือ 1 ขบวนในเวลากลางวัน และอีก 1 ขบวนเป็นรถนอนกลางคืน จอดรับส่งผู้โดยสารที่สถานีนานาชาติแอปสฟลีท สถานีนานาชาติแอชฟอร์ด สถานีกาแล-แฟรทุน และสถานีลีลล์-ยุโรป
ค่าโดยสาร[แก้]
ค่าโดยสารรถไฟยูโรสตาร์นั้นค่อนข้างสูงในช่วงแรกๆที่เปิดให้บริการ ค่าโดยสารไป-กลับที่ถูกที่สุดในปี ค.ศ. 1994 ระหว่างลอนดอน-ปารีส ราคา 99 ปอนด์ ในปี 2002 ทางยูโรสตาร์ได้มีแผนที่จะปรับลดค่าโดยสาร เช่นตั๋วไป-กลับภายใน 1 วัน ระหว่างลอนดอน-ปารีส และลอนดอน-บรัสเซลส์ เริ่มต้นที่ราคา 50 ปอนด์ เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2003 ราคาตั๋วไป-กลับที่ถูกที่สุดจากลอนดอนราคา 59 ปอนด์ ใช้ได้ตลอดทั้งปี เดือนมิถุนายน ปี 2009 รถไฟยูโรสตาร์ปรับราคาตั๋วเที่ยวเดียวระหว่างลอนดอน-ปารีส และบรัสเซลส์ เริ่มต้นที่ 31 ปอนด์ การแข่งขันระหว่างรถไฟยูโรสตาร์และสายการบิน เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้รถไฟยูโรสตาร์ต้องลดราคาค่าโดยสารในช่วงแรกๆ ค่าโดยสารในชั้นธุรกิจยังมีการตัดราคาให้ถูกกว่าการเดินทางโดยเครื่องบินเล็กน้อยเมื่อเทียบในเส้นทางเดียวกัน กลุ่มลูกค้าหลักคือนักธุรกิจที่เดินทางบ่อย ในปี 2009 ยูโรสตาร์ได้เพิ่มงบประมาณเกี่ยวกับตั๋วเพื่อพยุงราคาตั๋วโดยสาร ช่วยให้บริษัทสามารถเติบโตและมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่โดดเด่น ระบบการจำหน่ายตั๋วของรถไฟยูโรสตาร์เป็นระบบที่ซับซ้อนมาก โดยมีระบบการจำหน่ายตั๋วมากกว่า 48 ระบบ ยูโรสตาร์เป็นสมาชิกของ Amadeus ซึ่งเป็นระบบการจัดการสำรองที่นั่งของสายการบินต่างๆทั่วโลก ทำให้ตั๋วของยูโรสตาร์มีลักษณะเหมือนตั๋วของสายการบินทั่วโลก
การบริการเชื่อมต่อ[แก้]
เนื่องจากบริษัทยูโรสตาร์ไม่ต้องให้บริการในส่วนของรถท้องถิ่นยูโรสตาร์ที่ให้บริการในภาคอื่นๆของประเทศอังกฤษเหมือนความตั้งใจเดิมตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ทำให้ยูโรสตาร์ได้พัฒนาระบบเชื่อมต่อกับการระบบขนส่งอื่นๆให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแทน เช่นการร่วมปรับปรุงตารางการเดินรถและเส้นทางให้บริการกับรถไฟเดิมของอังกฤษให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ผู้โดยสารสามารถใช้ระบบรถไฟยูโรสตาร์เพื่อไปสู่จุดหมายปลายทางต่างๆในภาคพื้นยุโรปได้ง่ายขึ้น โดยมี 3 สถานีหลักในการให้บริการคือ สถานีนานาชาติเซนต์แพงครัส สถานีปารีสนอร์ท และสถานีบรัสเซลส์มิดิ ทั้ง 3 สถานีนี้เชื่อมต่อกับรถไฟท้องถิ่น หรือระบบขนส่งมวลชนที่ให้บริการในประเทศนั้นๆ เช่นรถไฟใต้ดินของลอนดอน และปารีส เมโทร รถไฟยูโรสตาร์มีพันธมิตรร่วมกับระบบขนส่งทางรางอื่นๆมากมาย ที่สำคัญๆได้แก่ รถไฟตาลิส เชื่อมต่อที่ ลีลล์ และบรัสเซลส์ สำหรับผู้โดยสารของยูโรสตาร์ที่ต้องการเดินทางไปยังประเทศเนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี ในปี 2002 ยูโรสตาร์เริ่มให้บริการโปรแกรม ยูโรสตาร์-พลัสส์ ซึ่งเป็นตั๋วโดยสารที่ใช้ต่อจากสถานีลีลล์และปารีส สู่หลากหลายจุดหมายปลายทางในฝรั่งเศส ตั๋วรถไฟยูโรสตาร์ยังใช้ได้จากเมืองต่างของอังกฤษมากกว่า 68 เมืองสู่หลากหลายเมืองในฝรั่งเศสและเบลเยี่ยม ในปี 2009 ยูโรสตาร์ได้ร่วมมือกับเตเฌเว ลีรียา (TGV Lyria - ชื่อของรถไฟ TGV ในเส้นทางระหว่างฝรั่งเศสและสวิสเซอร์แลนด์) ให้บริการเชื่อมต่อไปยังสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งจะดำเนินการโดยรถไฟ TGV จากสถานีลีลล์ สู่เทือกเขาแอลป์ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์
ระบบการตรวจคนเข้าเมืองและการรักษาความปลอดภัย[แก้]
เนื่องจากสหราชอาณาจักรไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เชงเก้น ในทางกลับกัน เบลเยี่ยมและฝรั่งเศสก็ไม่ได้อยู่ใน Common Travel Area (ไอร์แลนด์,บริเตนใหญ่,เกาะแมน และหมู่เกาะแชนแนล) ทำให้ผู้โดยสารรถไฟยูโรสตาร์ทุกคนต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมือง ทั้งรัฐบาลอังกฤษ และรัฐบาลของกลุ่มประเทศเชงเก้นได้ มีข้อตกลงร่วมกันที่จะตรวจเอกสารการเดินทางของผู้ที่เดินทางด้วยรถไฟยูโรสตาร์ในการข้ามประเทศ
การตรวจคนเข้าเมืองและตรวจด้านความปลอดภัยจะทำเหมือนที่ท่าอากาศยานทุกแห่ง มีตั้งแต่การตรวจเอ็กซ์เรย์กระเป๋าสัมภาระ ตรวจค้นอาวุธและของมีคมในกระเป๋าเสื้อและกางเกง การตรวจค้นที่สถานีรถไฟยูโรสตาร์เทียบได้กับสนามบินเล็กๆ แต่ไวกว่าสนามบินใหญ่ๆเช่นสนามบินลอนดอนฮีทโทรว์ เวลาที่ทางยูโรสตาร์แนะนำในการเช็คอินก่อนออกเดินทางคือ 30 นาที ยกเว้นผู้โดยสารชั้นธุรกิจใช้เวลาประมาณ 10 นาที สำหรับเหตุผลในการตรวจค้นแบบเต็มรูปแบบเนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัยของอังกฤษในการโดยสารผ่านอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ
ผู้โดยสารรถไฟยูโรสตาร์ที่เดินทางภายในพื้นที่เชงเก้น (เช่นจากบรัสเซลส์-ลีลล์ หรือบรัสเซลส์-กาเลต์) จะถูกตรวจค้นโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอังกฤษภายในเขตประเทศเบลเยี่ยม ตั้งแต่ยังไม่มีวิธีการที่จะคัดแยกผู้โดยสารที่โดยสารในเส้นทางบรัสเซลส์-ลอนดอน
ภายหลังจากการลงนามไตรภาคี รัฐบาลเบลเยี่ยมกล่าวว่ามีคำถามจากหลายฝ่ายถึงความสอดคล้องข้อตกลงนี้กับหลักการของสนธิสัญญากลุ่มประเทศเชงเก้นที่อนุญาตให้พลเมืองที่ตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เชงเก้นมีการย้ายถิ่นอย่างเสรี วันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 2009 ที่ประชุมสภาสามัญชนของอังกฤษได้แสดงความกังวลต่อประเด็นของยูโรสตาร์ว่าเป็นการขัดต่อกฎหมายของฝรั่งเศสในการที่รัฐบาลอังกฤษจะเก็บข้อมูลของผู้โดยสารภายใต้โครงการ e-Borders (การตรวจคนเข้าเมือง) ดังนั้นในกรณีที่ไม่มีด่านตรวจรักษาความปลอดภัย และไม่มีสถานีที่แยกอย่างเป็นกิจลักษณะ เช่นผู้โดยสารที่เดินทางกับรถที่เปิดบริการตามฤดูกาลท่องเที่ยว ต้องมาเปลี่ยนรถที่สถานีลีลล์และผ่านการตรวจคนเข้าเมืองและตรวจด้านความปลอดภัยที่นี่ มีหลายครั้งที่ผู้โดยสารพยายามหนีการตรวจค้นและหลบซ่อนเพื่อเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายเข้าสู่ประเทศอังกฤษ และหลายๆครั้งมาเป็นกลุ่มใหญ่ ทำให้การตรวจคนเข้าเมืองอังกฤษต้องเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้น และยูโรสตาร์ได้อ้างว่าได้ให้ความร่วมมืออย่างดีเยี่ยมในมาตรการด้านความปลอดภัย
การดำเนินการ[แก้]
ความตรงเวลาของรถไฟยูโรสตาร์นั้นเปลี่ยนแปลงทุกๆปี แต่อย่างไรก็ตามมักจะตรงเวลามากกว่า 90% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 1999 รถไฟยูโรสตาร์ตรงเวลามากกว่า 89% ไตรมาสที่สองตรงเวลากว่า 92% และเคยทำสถิติในการเดินทางตรงเวลาถึง 97.35% ในช่วงวันที่ 16 ถึง 24 สิงหาคม ปี 2004 ในปี 2006 และ 2007 ตรงเวลากว่า 92.7% และ 91.35% ตามลำดับ และมีความตรงเวลามากกว่าสายการบินคู่แข่งในเส้นทางเดียวกันกว่า 76%
ข้อได้เปรียบของรถไฟยูโรสตาร์คือความสะดวกสบายและความเร็วในการให้บริการ ด้วยเวลาเชคอินที่น้อยกว่าการเดินทางด้วยเครื่องบินแต่มีความตรงเวลามากกว่า ใช้เวลาเดินทางระหว่างใจกลางลอนดอน และใจกลางปารีสน้อยกว่าการโดยสารเครื่องบิน ปัจจุบันยูโรสตาร์มีส่วนแบ่งการตลาดที่สูงในตลาดการแข่งขัน รถไฟ-เครื่องบินใน 3 เมืองหลักคือปารีส ลอนดอน บรัสเซลส์ ในปี 2004 มีส่วนแบ่งการตลาด 66% ในเส้นทางลอนดอน-ปารีส, ส่วนแบ่งการตลาด 59% ในเส้นทางลอนดอน-บรัสเซลส์ และในปี 2007 มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 71% ในเส้นทางลอนดอน-ปารีส และมีส่วนแบ่งการตลาด 65% ในเส้นทางลอนดอน-บรัสเซลส์
รางวัลและการชื่นชม[แก้]
ยูโรสตาร์ได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้สร้างมาตรฐานใหม่ในการเดินทางระหว่างประเทศโดยรถไฟและได้รับรางวัลหลายครั้ง เช่นรางวัลรถไฟแห่งปี จาก HSBC Rail Award ในปี 2005 รางวัลบริษัทรถไฟยอดเยี่ยม ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ดิการ์ดเดี่ยนและหนังสือพิมพ์ดิออฟเซิฟเวอร์ของอังกฤษในปี 2008
ในการให้รางวัลมีการกล่าวว่าบริษัทยูโรสตาร์มีพยายามเป็นอย่างสูงที่จะสร้างแบรนด์อิมเมจและภาพลักษณ์ที่ดีต่อผู้บริโภค
เดือนมิถุนายน ปี 2003 ได้ต่อสู้อย่างหนักที่จะฟื้นตัวจากภาวะที่ย่ำแย่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ภาพลักษณ์จากสื่อในทางลบประกอบกับผลประกอบการที่แย่และทัศนคติที่ไม่ดีต่อบริษัทรถไฟของอังกฤษ ทำให้ยูโรสตาร์ต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ยูโรสตาร์ประสบปัญหาอย่างหนักที่จะดึงตัวเองขึ้นจากภาวะที่เลวร้ายในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ภาวะหลังเหตุการ 9/11 ทำให้ผลประกอบการของยูโรสตาร์ตกต่ำ จำนวนผู้โดยสารน้อยลงเป็นอย่างมากเนื่องจากความกังวลว่าอาจจะเกิดการก่อการร้ายระหว่างการเดินทางระหว่างประเทศ ยูโรสตาร์ต้องเปลี่ยนหลายกลยุทธที่จะหยุดปัญหาที่เกิดขึ้น ปัญหาความล่าช้าของการเดินรถเป็นปัญหาหนักที่สุดเนื่องจากโครงสร้างระบบรางของอังกฤษไม่เอื้ออำนวย
ในปี 2006 ได้ก่อตั้งกลุ่มสิ่งแวดล้อมชองรถไฟยูโรสตาร์ และในปี 2008 ได้ใช้เป็นจุดขาย โดยมีเป่าหมายว่า การเดินทางโดยรถไฟยูโรสตาร์ เป็นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม