หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2556

ทำไมโรงเรียนในญี่ปุ่น ถึงต้องให้เด็กเดินไปโรงเรียนเอง ห้ามพ่อแม่ไปส่ง !?

ทำๆไมเด็กถึงเดินไปโรงเรียน?แทนที่จะให้พ่อแม่ไปส่ง

หลายคนอาจจะเคยเห็นเด็กนักเรียนญี่ปุ่นเดินไปโรงเรียนกันเป็นกลุ่ม มีเด็กโตคอยจูงมือเด็กเล็ก เรียงแถวกันไปอย่างน่ารัก ซึ่งเป็นภาพที่เราเห็นได้ทั่วไป และในการ์ตูนญี่ปุ่นหลายๆเรื่องเองก็เป็นแบบนี้


japan-student

 

สาเหตุที่หลายโรงเรียน กำหนดให้เด็กต้องเดินไปเรียนเอง และห้ามให้ผู้ปกครองขับรถไปส่ง (ปกติคนญี่ปุ่นจะส่งลูกเรียนโรงเรียนใกล้บ้านอยู่แล้ว ถ้าใครส่งลูกเรียนไกลก็ต้องรับผิดชอบเอง) ไม่ว่ามีฐานะดีหรือจน ก็ต้องเดินไปโรงเรียนประมาณ 2-3 กิโลเมตรใกล้บ้าน

การให้เด็กได้เดินไปโรงเรียนเองนี้ ก็เลยเกิดข้อดีขึ้นมากับชีวิตนักเรียนญี่ปุ่นหลายอย่าง เช่น

 

japan-student2

- แก้ปัญหาการจราจรยามเช้า บริเวณโรงเรียน ที่ผู้ปกครองจะมาส่งลูกๆ

ลดภาระของผู้ปกครอง ตอนเช้าไม่ต้องไปส่งลูกที่โรงเรียน

- ส่งเสริมความสัมพันธ์ให้เด็กๆในละแวกบ้านเดียวกันได้รู้จักกัน ช่วยเหลือกัน ไม่ทิ้งกัน ด้วยการให้เด็กโตดูและเด็กเล็กเอง และไปโรงเรียนด้วยกัน

 

japan-student3

 

- สอนความตรงต่อเวลา ถ้าเด็กคนไหนช้า เพื่อนๆก็จะต้องรอหน้าบ้านจนกว่าจะลงมาแล้วเดินไปพร้อมกัน เพราะใครก็คงไม่อยากให้เพื่อนรอ

- เสริมสร้างความรับผิดชอบ ของเด็กโตกว่า ที่จะต้องดูและเด็กเล็กทั้งขาไปและขากลับ

- บางครั้งจะเห็นครูหรือตัวแทนผู้ปกครอง ผลัดกันมายืนดูแลตามสี่แยกหลักๆ ทางข้ามถนน หรือทางม้าลาย

 

japan-student4

 

จะเห็นได้ว่า เพียงแค่การเปลี่ยนให้เด็กนักเรียนเดินไปโรงเรียน ก็จะได้อะไรดีๆหลายอย่าง ทั้งการพัฒนาการของเด็ก เสริมสร้างความรับผิดชอบ มีน้ำใจ อดทน รู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

 ขณะเดียวกันช่วยเสริมสร้างความสามัคคีทั้งเด็กนักเรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง และครูอาจารย์ ทำให้สังคมญี่ปุ่นมีความรักกัน รู้จักทำงานเป็นทีม และเกิดความสามัคคี ช่วยกันพัฒนาประเทศในที่สุด….

japan-student5

การศึกษาในสังคมญี่ปุ่น

คะแนนการศึกษานานาชาติ (พ.ศ. 2546)
(คะแนนเฉลี่ยเด็กอายุ 13 ปี, TIMSS
การศึกษาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์นานาชาติ ครั้งที่ 3, พ.ศ. 2546)
ประเทศ:
(ตัวอย่าง)
อันดับโลกคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์
คะแนนอันดับคะแนนอันดับ
สิงคโปร์160515781
ไต้หวัน258545712
เกาหลีใต้358925583
ฮ่องกง458635564
ญี่ปุ่น557055525
เนเธอร์แลนด์753675369
อังกฤษ10498185447
สหรัฐอเมริกา125041552711
มาเลเซีย185081051021
อิตาลี234842249122
ที่มา:TIMSS Math 2003 และ TIMSS Science 2003

วัฒนธรรมญี่ปุ่นสอนให้เคารพต่อสังคมและมีการสร้างแรงจูงใจให้อยู่รวมเป็นกลุ่มโดยให้รางวัลเป็นกลุ่มมากกว่าจะให้รางวัลเป็นบุคคล การศึกษาของญี่ปุ่นเน้นหนักในเรื่องความขยัน การตำหนิตนเอง และอุปนิสัยการเรียนรู้ที่ดี ชาวญี่ปุ่นถูกปลูกฝังว่าการทำงานหนักและความขยันหมั่นเพียรจะทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิต โรงเรียนจึงอุทิศให้กับการสอนทัศนคติ คุณธรรม จริยธรรมให้กับนักเรียนทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อที่จะพัฒนาอุปนิสัยและมีเป้าหมายในการสร้างประชากรที่สามารถอ่านออกเขียนได้ และปรับตัวให้เข้ากับค่านิยมและวัฒนธรรมของสังคมได้

ความสำเร็จทางการศึกษาของญี่ปุ่นอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล ในการสอบวัดความรู้ด้านคณิตศาสตร์นานาชาติ เด็กญี่ปุ่นถูกจัดให้อยู่ในอันดับต้นๆมาโดยตลอด ระบบนี้เป็นผลมาจากการสมัครเข้าเรียนสูง ตลอดจนอัตราการรับ ระบบการสอบเข้า (การสอบเอนทรานซ์) โดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัยมีอิทธิพลต่อการศึกษาทั้งระบบเป็นอย่างมาก รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้สนับสนุนทางการศึกษาแต่เพียงผู้เดียว โรงเรียนเอกชนก็มีบทบาทสำคัญในด้านการศึกษา รวมถึงโรงเรียนที่อยู่นอกระบบเช่นวิทยาลัยของเอกชน ก็มีบทบาทสำคัญในการศึกษาและเป็นส่วนมากในการศึกษา

เด็กๆส่วนใหญ่จะเข้าโรงเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล แม้ว่าจะไม่ใช่ส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาก็ตาม ระบบการศึกษาเป็นภาคบังคับ เลือกโรงเรียนได้อิสระและให้การศึกษาที่พอเหมาะแก่เด็กๆทุกคนตั้งแต่เกรด 1 (เทียบเท่า ป.1) จนถึง เกรด 9 (เทียบเท่า ม.3) ส่วนเกรด 10 ถึงเกรด 12 (ม.4 - 6) นั้นไม่บังคับ แต่ 94% ของนักเรียนที่จบชั้นมัธยมต้น เข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมปลาย ประมาณ 1 ใน 3 ของนักเรียนที่จบชั้นมัธยมปลายเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลย 4 ปี junior colleges 2 ปี หรือเรียนต่อที่สถาบันอื่นๆ

ญี่ปุ่นเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก และเป็นสังคมที่มีระเบียบวินัย การศึกษาเป็นสิ่งที่น่าเคารพยกย่อง และความสำเร็จเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการประสบความสำเร็จในงานและในสังคม ทุกวันนี้ มุมมองแตกต่างออกไป โรงเรียนต่างแข่งขันกันเพื่อรับนักเรียน การสอบเอนทรานซ์กลายเป็นสิ่งที่ stolid in an attempt to maintain operations ทุกวันนี้ โรงเรียนรับนักเรียนในอัตราต่ำกว่าที่รับได้มาก ถือเป็นปัญหาด้านงบประมาณขั้นรุนแรง โรงเรียนถูกสร้างเพื่อรับนักเรียน 1,000 คน แต่กลับรับนักเรียนเพียง 1 ใน 3 ของจำนวนที่รับได้ แต่นี้ไม่ได้ทำให้จำนวนนักเรียนในแต่ละห้องน้อยลง ห้องเรียนส่วนใหญ่มีนักเรียนอยู่ระหว่าง 35 - 45 คน

15ห้องสมุดที่น่าสนใจและน่าเข้าไปนั่งอ่าน


ห้องสมุดทั้ง 15 แห่งนี้มีอยู่จริงๆ ไม่ใช่แค่จินตนาการ

เราไปดูกันดีกว่าว่า 15 ห้องสมุดที่ว่านี้ คือที่ไหนบ้าง

1. Salt Lake City Public Library

อยู่ที่อเมริกานะครับ ห้องสมุดแห่งนี้จะมีการเปิดเพลงคลอให้ผู้ใช้บริการเพลิดเพลินไปกับการอ่านหนังสือ พร้อมด้วยการฟังเพลงแบบชิวๆ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่นี่ไม่มีการบล็อคเว็บอะไรทั้งสิ้น ที่นี่ “no censorship”

credit ภาพโดย Pedro Szekely 

2. Strahov Theological Hall

ยู่ที่สาธารณรัฐเชก เป็นห้องสมุดที่มีหนังสือเกี่ยวกับศาสนา 18,000 เล่ม และมีหนังสือไบเบิลหลายภาษามากๆ

credit ภาพโดย Rafael Ferreira

3. Biblioteca España

อยู่ที่โคลัมเบีย ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมือง (เมือง Santo Domingo เป็นย่านที่มีความรุนแรงเกิดขึ้นบ่อย รวมถึงเรื่องของปัญหายาเสพติดที่ค่อนข้างสูง)

credit ภาพโดย danjeffayelles

4. Beinecke Rare Book and Manuscript Library

ยู่ที่อเมริกา เป็นห้องสมุดที่ไม่มีหน้าต่างเลย และกำแพงทำจากหินอ่อนโปล่งแสง ที่นี่ถูกออกแบบมาเพื่อเก็บหนังสือหายากและหนังสือทรงคุณค่า

credit ภาพโดย KAALpurush 

5. Belarus National Library

อยู่ที่เปราลุส เป็นหอสมุดแห่งชาติที่ถูกออกแบบใหม่แทนหอสมุดแห่งชาติเดิม สามารถเก็บหนังสือได้ 8 ล้านเล่ม

credit ภาพโดย Giancarlo Rosso

6. Thomas Fisher Rare Book Library

อยู่ที่แคนาดา เป็นห้องสมุดที่จัดเก็บหนังสือหายากที่มากที่สุดในประเทศแคนาดา รวมถึง clolletion ของ Lewis Carroll ทั้งงานเขียน รูปภาพ

credit ภาพโดย Andrew Louis

7. Seattle Public Library

อยู่ที่อเมริกา อันนี้คงไม่ต้องบรรยายอะไรมากเพราะมันเป็นห้องสมุดประชาชนที่ออกแบบได้อลังการงานสร้างมากๆ จุดเด่นที่น่าสนใจของที่นี่ คือ Book spiral รูปแบบการจัดหนังสือที่รองรับในอนาคต

credit ภาพโดย Stephen J. Friedman, MD

8. Black Diamond

อยู่ที่เดนมาร์ค ชื่อจริงๆ ของห้องสมุดแห่งนี้ คือ Danish Royal Library มีพื้นที่เป็นลานคอนเสิร์ด ลานจัดนิทรรศการ และส่วนของห้องสมุดด้วย

credit ภาพโดย G. Jörgenshaus

9. TU Delft Library

อยู่ที่เนเธอร์แลนด์ ออกแบบได้สวยงามและจุดเด่นของที่นี่คือบันไดวน

credit ภาพโดย Stephanie Braconnier 

10. Halmstad Library

อยู่ที่สวีเดน การออกแบบห้องสมุดของที่นี่มีแรงบันดาลใจมาจากต้นไม้ที่อยู่รอบๆ ห้องสมุด (เขาไม่ตัดต้นไม้เพื่อสร้างสร้างห้องสมุด) รอบๆ อาคารเป็นกระจกสามารถมองออกมาชมวิวข้างนอกได้ด้วย

credit ภาพโดย ET Photo

11. Jose Vasconcelos Library

ยู่ที่แม็คซิโก ห้องสมุดแห่งนี้ใช้เวลาในการสร้าง 2 ปี โดยเมื่อเปิดห้องสมุดแล้วจัดเก็บหนังสือได้มากขึ้น แถมด้วยห้องประชุมที่รองรับคนจำนวน 500 คน

credit ภาพโดย Omar

12. Vancouver Library Square

ยู่ที่แคนาดา ห้องสมุดแห่งนี้เป็นห้องสมุดกลางของ vancover มีพื้นที่เพื่อการทำกิจกรรมสังคมมากมาย ตกแต่งด้วยกระจกเป็นหลัก

credit ภาพโดย Darren Stone

13. Real Gabinete Portugues de Leitura

อยู่ที่บราซิล ห้องสมุดที่แค่ห้องเดียวก็สามารถเก็บหนังสือได้ 350,000 เล่ม การตกแต่งภายในจะเป็นเรื่องราวต่างๆ 4 เรื่อง และพื้นที่ต่างๆ เต็มไปด้วยชั้นหนังสือ

credit ภาพโดย Os Rúpias

14. Admont Library

อยู่ที่ออสเตรีย ห้องสมุดที่มีสถาปัตยกรรมตกแต่งสวยงาม งานปูนปั้นศิลปะเพียบ และเป็นห้องสมุดที่รวบรวมหนังสือหายากและต้นฉบับลายมือที่เยอะที่สุดในโลกด้วย

credit ภาพโดย Christine McIntosh

15. British Library

อยู่ที่อังกฤษ เป็นห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกแห่งหนึ่ง (รองจาก library of congress) มีหนังสือมากถึง 150 ล้านเล่มจากทั่วโลก และอีก 100 ล้านเล่มที่อยู่ในรูปแบบดิจิตอล

วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

9 สุดยอดพิพิธภัณฑ์ของโลก

9 สุดยอดพิพิธภัณฑ์ของโลก


การเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ เป็นการท่องเที่ยวรูปแบบหนึ่งที่นอกจากคุณจะได้เก็บภาพสวย ๆ ของสถาปัตยกรรมสุดอัศจรรย์แล้ว พิพิธภัณฑ์ยังเก็บรวบรวมศิลปะ และองค์ความรู้ต่าง ๆ ไว้ให้ผู้มาเยือนได้ศึกษาอีกด้วย ครั้งนี้เราจะพาไปดูพิพิธภัณฑ์ 9 แห่งของโลก ที่ได้ชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่และทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจทุกครั้งที่ได้มาเยือน ดังนี้




พิพิธภัณฑ์ ซัลวาดอร์ ดาลี่


1. พิพิธภัณฑ์ ซัลวาดอร์ ดาลี่
 ในเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก รัฐฟลอริด้า สหรัฐฯ เป็นพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะที่จัดแสดงงานของ ซัลวาดอร์ ดาลี่ โดยเฉพาะ โดยผลงานที่เขาสร้างสรรค์แต่ละชิ้น ล้วนแล้วแต่เป็นงานศิลปะที่งดงาม และทำให้ผู้คนประทับใจมาแล้วนับไม่ถ้วน ผลงานที่โด่งดังมากที่สุด ได้แก่ Saint John of the cross และผลงานชุด Crucifixion




พิพิธภัณฑ์นานาชาติ แม็กซ์ซี่


2. พิพิธภัณฑ์นานาชาติ แม็กซ์ซี่ กรุงโรม ประเทศอิตาลี พิพิธภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่งสร้างแล้วเสร็จไปเมื่อปีที่แล้ว เป็นพื้นที่ที่ใช้จัดแสดงงานศิลปะแห่งศตวรรษที่ 21 พิพิธภัณฑ์นี้เป็นที่เลื่องลือเรื่องการออกแบบเป็นอย่างมาก 




พิพิธภัณฑ์ Guggenheim


3. พิพิธภัณฑ์ Guggenheim
 นิวยอร์ค สหรัฐฯ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงคอลเลคชั่นของนักเขียนภาพสมัยต่าง ๆ รวมไปถึงเป็นสถานที่แสดงนิทรรศการต่าง ๆ ของชาวอเมริกันอีกด้วย




พิพิธภัณฑ์ Centre Pompidou


4. พิพิธภัณฑ์ Centre Pompidou กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในกรุงปารีส จัดแสดงศิลปะร่วมสมัย ภายในพิพิธภัณฑ์เป็นศูนย์รวมความรู้มากมาย เช่น หอศิลป์ ข้อมูลทางศิลปะและดนตรี หอสมุด เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวโลก




พิพิธภัณฑ์ศิลปะเดนเวอร์


5. พิพิธภัณฑ์ศิลปะเดนเวอร์ โคโลราโด สหรัฐฯ เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่จัดแสดงคอลเลคชั่นศิลปะสไตล์อเมริกันอินเดียน ซึ่งมีให้ชมมากกว่า 68,000 ชิ้นจากทั่วโลก




พิพิธภัณฑ์ Royal Ontario


6. พิพิธภัณฑ์ Royal Ontario เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดา รวบรวมอารยธรรมของโลกและประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ ภายในมีการจัดแสดงโครงกระดูกของสัตว์ต่าง ๆ และข้าวของเก่าเก็บจากทั่วโลก




พิพิธภัณฑ์ Royal Ontario


7. พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย Niterói 
ในริโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลในริโอเดจาเนโร ซึ่งถือว่าเป็นทำเลที่ดี ดึงดูความสนใจของนักท่องเที่ยวได้ดีเลยทีเดียว เนื่องจากนอกจากจะได้ชมศิลปะร่วมสมัยแล้วก็ยังไม่ชมวิวทิวทัศน์โดยรอบอีก ด้วย




พิพิธภัณฑ์ Palace of Fine Arts


8. พิพิธภัณฑ์ Palace of Fine Arts ใน ซานฟรานซิลโก สหรัฐฯ พิพิธภณฑ์ทางศิลปะ ที่ไม่ได้โดดเด่นเพียงแค่ด้านศิลปะเท่านั้น เพราะด้วยที่ตั้งที่อยู่ริมน้ำ ทำให้ Palace of Fine Arts ที่นี่กลายเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการถ่ายรูปมาก ๆ โดยแต่ละปีจะมีคู่บ่าวสาวมาถ่ายรูปแต่งงานเป็นจำนวนมาก




พิพิธภัณฑ์ City of Arts and Sciences


9. พิพิธภัณฑ์ City of Arts and Sciences 
ที่วาเลนเซีย ประเทศสเปน เป็นพิพิธภัณฑ์ความรู้ทางวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์ ภายในมีโรงภาพยนตร์ไอแม็กซ์สำหรับแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับโลกและสิ่งมีชีวิต บนโลก ที่ทำให้ผู้คนที่มาเยือนประทับใจมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เวสต์มินสเตอร์ (City of Westminster)

นครลอนดอน มหานครที่ถือว่าเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญของสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ (United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland) หรือชื่อโดยย่อว่า สหราชอาณาจักร อีกทั้งยังเป็นเมืองหลวงของอังกฤษ และสหราชอาณาจักร และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของสหภาพยุโรป 



      "นครเวสต์มินสเตอร์" 

      สำหรับนักท่องเที่ยวหลายคนที่มีโอกาสได้มายลโฉมนครลอนดอน แน่นอนว่าทุกๆคนล้วนแล้วแต่ต้องตกหลุมรักมหานครแห่งแสงสีแห่งนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้นเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ http://travel.thaiza.com/ จึงขอพาคุณไปสัมพัสเสน่ห์แห่งลอนดอนกันที่ "นครเวสต์มินสเตอร์" (City of Westminster) จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญของกรุงลอนดอน เป็นนครของลอนดอนที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของนครลอนดอนและเหนือฝั่งแม่น้ำเทมส์ และเป็นส่วนหนึ่งของใจกลางลอนดอน โดยอาณาบริเวณของนครเวสต์มินสเตอร์รวมทั้งบริเวณเวสต์เอ็นด์เกือบทั้งหมดและเป็นที่ตั้งของรัฐบาลของสหราชอาณาจักร, พระราชวังเวสต์มินสเตอร์, พระราชวังบัคคิงแฮม, พระราชวังไวท์ฮอลล์ และ Royal Courts of Justice นครเวสต์มินสเตอร์มีเนื้อที่ทั้งหมด 21.48 ตารางกิโลเมตร 



      "พระราชวังเวสต์มินสเตอร์" 

      สำหรับการท่องเที่ยวในเขตนครเวสต์มินสเตอร์นั้น สถานที่ท่องเที่ยวหลักๆที่คุณจะต้องไม่พลาดไปเยือนเป็นอันดีบแรก คือ การไปชมความงดงามของ "พระราชวังเวสต์มินสเตอร์" (Palace of Westminster) หรือ ตึกรัฐสภาเวสต์มินสเตอร์ (Houses of Parliament) เป็นสถานที่ที่สภาสองสภาของรัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักร ตั้งอยู่บนฝั่งเหนือของแม่น้ำเทมส์ไม่ไกลจากพระราชวังไวท์ฮอลล์ 


      "พระราชวังเวสต์มินสเตอร์" 

      พระราชวังเวสต์มินสเตอร์ สร้างในปี ค.ศ. 1016 มีห้องทั้งหมดด้วยกันประมาณ 1,100 ห้อง, 100 บันได และ ระเบียงยาวรวมทั้งหมดประมาณ 4.8 กิโลเมตร ตัวสิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่ก็ยังมีส่วนก่อสร้างเดิมเหลืออยู่บ้างเล็กน้อยรวมทั้งท้องพระโรงที่ในปัจจุบันใช้ในงานสำคัญๆ เช่นการตั้งศพของบุคคลสำคัญก่อนที่จะนำไปฝัง และหออัญมณี (Jewel Tower) 


      "พระราชวังไวท์ฮอล"(ปัจจุบัน Horse Guards Parade) 

      หลังจากนั้นขอแนะนำให้คุณไปเยือน "พระราชวังไวท์ฮอล" (Palace of Whitehall) (ปัจจุบัน Horse Guards Parade)พระราชวังที่ตั้งอยู่บนเนื้อที่ทั้งหมด 23 เอเคอร์ (9.3 เฮ็คตาร์) เป็นที่ประทับหลักของพระมหากษัตริย์อังกฤษในลอนดอนระหว่าง ค.ศ. 1530 - ค.ศ. 1698 ยกเว้นเมื่อตึกเลี้ยงรับรอง (Banqueting House) ที่สร้างโดยอินิโก โจนส์ (Inigo Jones) ในปี ค.ศ. 1622 ได้เกิดเพลิงไหม้และก่อนที่ไฟจะไหม้พระราชวังไวต์ฮอลเป็นพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปที่ประกอบด้วยห้องทั้งหมดกว่า 1,500 ห้อง อีกทั้งชื่อของวังใช้เป็นชื่อถนนที่เป็นที่ตั้งของพระราชวังที่ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสำนักงานบริหารต่างๆ ของรัฐบาลอังกฤษ 



      "พระราชวังบักกิงแฮม" 

      ต่อมาขอแนะนำให้คุณไปเยือน "พระราชวังบักกิงแฮม" (Buckingham Palace) เดิมชื่อ คฤหาสน์บักกิงแฮม เป็นพระราชวังที่เป็นที่ประทับเป็นทางการของราชวงศ์อังกฤษ เป็นสถานที่ที่ใช้สำหรับการเลี้ยงรับรองของรัฐและยังเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวสำคัญที่หนึ่งของกรุงลอนดอน และยังเป็นที่รวมพลังใจทั้งในการฉลองและในยามคับขันของชาวอังกฤษ 



      "สวนสาธารณะเซนต์เจมส์" 

      จากนั้นขอแนะนำให้คุณมุ่งหน้าไปสู่ "ย่านเซนต์เจมส์" (St. James) คือ คืออีกหนึ่งย่านที่สำคัญของนครเวสต์มินสเตอร์ เป็นย่านท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองและล้อมรอบด้วยพื้นที่อนุรักษ์ในทุกๆด้าน โดยจุดท่องเที่ยวที่โดดเด่นที่สุดของย่านคือ พระราชวังเซนต์เจมส์ (Tudor palace of St James's) พระราชวังที่เก่าแก่ที่สุดพระราชวังหนึ่งในกรุงลอนดอนในสหราชอาณาจักร สร้างโดยสมเด็จพระเจ้าเฮนรีที่ 8บนที่เดิมเป็นโรงพยาบาลคนโรคเรื้อนที่อุทิศให้แก่นักบุญเจมส์ ลูกของอัลเฟียส 

      สุดท้ายขอแนะนำให้คุณไปเยือน "สวนสาธารณะเซนต์เจมส์" (St. James's Park) สวนสาธารณะขนาด 58 เอเคอร์ในเวสต์มินสเตอร์ ใจกลางกรุงลอนดอน อีกทั้งยังเป็นสวนสาธารณะที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในบรรดาอุทยานหลวงแห่งลอนดอนอีกด้วย...โดยสวนตั้งอยู่ในส่วนทิศใต้สุดของย่านเซนต์เจมส์ ซึ่งตั้งชื่อตามโรงพยาบาลโรคเรื้อนที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่ St. James the Less สวนสาธารณะเซนต์เจมส์ล้อมรอบด้วย พระราชวังบัคกิงแฮมทางทิศตะวันตก เดอะ มอลล์และพระราชวังเซนต์เจมส์ทางทิศเหนือ กองทหารม้ารักษาพระองค์ทางทิศตะวันออก และ Birdcage Walkทางทิศใต้ 


      "สวนสาธารณะเซนต์เจมส์" 

      นอกจากนี้แล้วภายในสวนมีทะเลสาบขนาดเล็กที่ชื่อว่าทะเลสาบสวนเซนต์เจมส์ มีเกาะอยู่สองเกาะ ได้แก่ เกาะดั๊ก (Duck Island) (ตั้งชื่อตามฝูงนกน้ำในทะเลสาบ) และเกาะตะวันตก จากสะพานที่ทอดข้ามทะเลสาบจะมองเห็นทิวทัศน์ของพระราชวังบัคกิงแฮมผ่านแมกไม้และน้ำพุและทิวทัศน์ของอาคารหลักของ Foreign and Commonwealth Office ทางทิศตะวันออก 

วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

20 อันดับ โบสถ์ที่สวยที่สุดในโลก

20 อันดับ โบสถ์ที่สวยที่สุดในโลก

         “สึนามิ” “แผ่นดินไหว” ทำเอาทุกข์หนัก จะมาไม่มา จะเกิดไม่เกิด พักเรื่องหวั่นวิตก หันหน้าเข้าวัดเข้า “โบสถ์” สถานแห่งการสงบจิตสงบใจกันบ้างก็ดี แม้ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับการรู้จักสะกดอารมณ์ข้างใน แต่คำว่า “บรรยากาศพาไป” ก็ยังมีส่วนเสมอ ยิ่งสถานแห่งธรรมสวยสดงดงามแค่ไหน ก็ยิ่งดึงดูดให้เราเข้าไปสัมผัสวิธีแห่งการเจริญภาวนามากขึ้นเท่านั้น แอบตะลึงงัน กับ 20 อันดับ โบสถ์ที่สวยที่สุดในโลก

Beautiful Church In Shoreline Connecticut, USA 
Beautiful Church In Shoreline Connecticut, USA



A Church In Reykjavík, Iceland  
A Church In Reykjavík, Iceland


A Church In Copenhagen, Denmark  
A Church In Copenhagen, Denmark

 A Church In Limassol, Cyprus    
A Church In Limassol, Cyprus


Church of Saint Gregory of Neocaesarea in Moscow   
Church of Saint Gregory of Neocaesarea in Moscow


A Church In Kerala, India   
 A Church In Kerala, India



 A Church In Old Florida, USA   
A Church In Old Florida, USA


A Church In Old Boston, Massachusetts   
 A Church In Old Boston, Massachusetts


Chaengwattana Community Church In North Bangkok   
Chaengwattana Community Church In North Bangkok


A Church In Kizhi, Russia    
A Church In Kizhi, Russia


A Church In New Mexico, USA    
A Church In New Mexico, USA


 A Church In Goa, India   
 A Church In Goa, India


A Church In Steinhausen, Germany   
A Church In Steinhausen, Germany


 A Church In Reykjavik, Iceland   
A Church In Reykjavik, Iceland


 Three Kings Church In Frankfurt, Germany    
Three Kings Church In Frankfurt, Germany



A Church In St. Casimir, Vilnius, Lithuania   
 A Church In St. Casimir, Vilnius, Lithuania


Riddarholm Church In Sweden    
Riddarholm Church In Sweden



Temple Church in North Dublin, Ireland   
Temple Church in North Dublin, Ireland



A Wonderful Church In  Moscow   
A Wonderful Church In Moscow


Russian Orthodox Church of the Nativity, Erie, Pennsylvania   
Russian Orthodox Church of the Nativity, Erie, Pennsylvania


———————————————–